ทัวร์อเมริกาใต้ ชิลี โบลิเวีย เปรู โคลัมเบีย

ทัวร์อเมริกาใต้ ชิลี โบลิเวีย เปรู โคลัมเบีย - บริษัท แองเจิลออนทัวร์ จำกัด
รหัสทัวร์
002-33765
วันที่เดินทาง
มี.ค.69 - ก.พ.70
ช่วงเวลา
17 วัน 13 คืน
เดินทางโดย
Turkish Airlines (TK)

ไฮไลท์

  • เที่ยวเกาะอีสเตอร์ - ชมรูปปั้นโมอาย - นั่งกระเช้าขมวิว - อุทยานแห่งชาติลาปานุย - หุบเขาพระจันทร์ - ซานเปโตร เดอ อาตาคามา - ทะเลสาบเวอเด - ทะเลสาบบลังกา - ทะเลสาบโคโลราดา - กรุงลาปาซ
  • ภูเขาไฟราโนเกา - ล่องเรือชมทะเลสาบติติกากา - กิจกรรมดูดาว - บ่อน้ำพุร้อนชาลวิรี - สุสานรถไฟ - ตะลุยทะเลเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลก - นั่งกระเช้าชมกรุงลา ปาซ - โซล เด มาญานา แหล่งความร้อนใต้ภพ

 

เลือกวันเดินทาง

วันเดินทางไป - กลับ ผู้ใหญ่ท่านละ พักเดี่ยวเพิ่มเงิน ราคาเด็กท่านละ
23 พ.ค. 69 - 08 มิ.ย. 69389,900 บาท59,900 บาทสอบถามเพิ่มเติมจอง
25 ก.ค. 69 - 10 ส.ค. 69389,900 บาท59,900 บาทสอบถามเพิ่มเติมจอง
11 ก.ย. 69 - 27 ก.ย. 69389,900 บาท59,900 บาทสอบถามเพิ่มเติมจอง
09 ต.ค. 69 - 25 ต.ค. 69389,900 บาท59,900 บาทสอบถามเพิ่มเติมจอง
13 พ.ย. 69 - 29 พ.ย. 69389,900 บาท59,900 บาทสอบถามเพิ่มเติมจอง
23 ธ.ค. 69 - 08 ม.ค. 70399,900 บาท59,900 บาทสอบถามเพิ่มเติมจอง
08 ก.พ. 70 - 24 ก.พ. 70389,900 บาท59,900 บาทสอบถามเพิ่มเติมจอง

แผนการเดินทาง

08.00 คณะพร้อมกัน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์สายการบินเตอร์กิส แอร์ไลน์ โดยมีเจ้าหน้าที่ คอยอำนวย ความสะดวก บริษัทคอยอำนวยความสะดวก

11.15 ออกเดินทางสู่ สนามบินอิสตันบูล ประเทศตุรกี โดยเที่ยวบินที่ TK065

17.25 เดินทางถึงสนามบินอิสตันบูล เพื่อแวะเปลี่ยนเที่ยวบิน

20.40 ออกเดินทางสู่ สนามบินซานติเอโก, ประเทศชิลี โดยเที่ยวบินที่ TK215

07.45 เดินทางถึงท่าอากาศยานกรุงซานติเอโก, ประเทศชิลี นำท่านผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร / นำท่านชมกรุงซานติอาโก (Santiago) เมืองหลวง และเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศชิลี ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 543 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ตัวเมืองมีความ สวยงามเนื่องจากมีฉากหลังเป็นเทือกเขาแอนดิส ที่มีหิมะปกคลุมตลอดปี นำท่านชมเนินเขา (San Cristbal Hill) เป็นเนินเขาทางตอนเหนือของตัวเมือง นั่งกระเช้าขึ้นสู่ เนินเขา “ซานต้า ลูเชีย” (Santa Lucia) ซึ่งมีทิวทัศน์งดงาม หลบจากความแออัดของผู้คนย่านกลางเมืองมาหย่อนใจไปกับวิวกว้างไกลเหนือยอดอาคารสูงของซานเตียโก และเทือกเขาแอนดีส ชื่นชมศิลปะและสถาปัตยกรรมอันน่าประทับใจ หรือเลือกซื้อสินค้างานแฮนเมด ปลายศตวรรษที่ 19 ซานติเอโกได้ปรับภูมิทัศน์ของเขาแห่งนี้ให้กลายเป็นสวนสาธารณะ ซึ่งปัจจุบันเป็นแหล่งรวมคู่รักวัยหนุ่มสาวและผู้ที่ต้องการจุดหลบพักจากความวุ่นวายของย่านใจกลางเมือง ตามธรรมเนียมดั้งเดิมจะมีการยิงปืนใหญ่จากเนินเขาทุกเที่ยงวัน ของวันธรรมดา นำท่านเก็บภาพ “ป้อมปราการ” (Castle Hidalgo) ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นศูนย์จัดกิจกรรมต่างๆ จัตุรัสหน้าอาคารปราสาทมีนั่งให้พักทอดสายตาชมทิวทัศน์ แวะเก็บภาพบริเวณ “อาคารทำเนียบรัฐบาล” (La Moneda Palace) ที่ทำงานของประธานาธิบดี แห่ง ประเทศชิลี ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1784 ในสไตล์นีโอ คลาสสิค

จากนั้นนำท่านชมเมืองย่านเบลลาวิสตา (Bella Vista) ท้องถนนที่รายเรียงไปด้วยภาพวาดฝาผนัง ร้านบูติค และผับบาร์คึกคักยามค่ำคืน เหล่านี้ทำให้ที่นี่เป็นย่านอันน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองเบลลาวิสตา เป็นย่านหรือ “บาร์ริโอ” ที่รวมบรรยากาศ แบบโบฮีเมียนไว้ด้วยสถาปัตยกรรมหลากสีสันความงามของธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ความบันเทิงยามค่ำคืน และแหล่งช้อปปิ้ง ย่านนี้เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาของร้านรวงต่างๆ ทั้งคาเฟ่, บาร์, แกลเลอรีและร้านเสื้อผ้ามากมาย

ค่ำ บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร .......เสริฟพร้อมไวน์ เลิศรส

พักที่: Hilton Garden Inn Santiago Airport / หรือที่พักระดับใกล้เคียง

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก

08.25 ออกเดินทางสู่สนามบิน, เกาะอีสเตอร์

11.50 เดินทางถึงสนามบินเกาะอีสเตอร์, เกาะอีสเตอร์ (Easter Island) เป็นเกาะประวัติศาสตร์และธรรมชาติอันโดดเด่น ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ เป็นส่วนหนึ่งของชิลี เกาะนี้มีชื่อเสียงจากศิลปะบนหินที่เรียกว่าโมอาย (Moai) ซึ่งเป็นรูปปั้นหินขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นโดยชาว Rapa Nui ดั้งเดิม ที่มีพื้นที่ประมาณ 163 ตารางกิโลเมตร, มีประชากรประมาณ 7,500 คน เป็นหนึ่งในเกาะที่โดดเด่นที่สุดในโลกด้านวัฒนธรรมและโบราณคดี

เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย นำท่านชมเกาะอีสเตอร์ ชมโมอาย (Moai) รูปปั้นหินขนาดใหญ่ที่มีการแกะสลักรูปหน้าคน ซึ่งมีรูปร่างคล้ายมนุษย์และส่วนศีรษะมีขนาดใหญ่เด่นชัด ถูกพบมากกว่า 900 ตัว กระจายอยู่ทั่วเกาะอีสเตอร์ ภายในอุทยานแห่งชาติราปานุย ประเทศชิลี โดยโมอายขนาดทั่วไป สูงประมาณ 3.5 เมตร หนัก 20 ตัน ส่วนขนาดที่ใหญ่ที่สุดนั้น สูงประมาณ 10 เมตร หนักกว่า 82 ตันเลยทีเดียว โมอายเกือบทั้งหมดถูกแกะสลักมาจากหินก้อนเดียวกัน นั่นคือหินภูเขาไฟจากเหมืองหินราโนราราคู (Rano Raraku) ซึ่งเป็นสถานที่แกะสลักและยังพบว่า มีโมอายกว่า 400 ตัว ที่ยังอยู่ในกระบวนการแกะสลัก ณ เหมืองหินที่ถูกทิ้งร้างแห่งนี้ นอกจากนี้ในบรรดารูปปั้นหินโมอาย ยังมีรูปปั้นหินโมอายที่โดดเด่นกว่ารูปปั้นอันอื่น มันถูกตั้งชื่อว่า ‘ตูคูตูริ’ (Tukuturi) ที่แกะสลักจากหินสคอเรีย สาเหตุที่มันแตกต่างจากรูปปั้นตัวอื่นเพราะมันอยู่ในท่าคุกเข่าแทนที่จะยืนตรง อาจเป็นไปได้ว่ามันถูกสร้างมาเพื่อพิธีกรรมบางอย่างของชาวโพลีนีเซียนโบราณ ว่ากันว่าโมอายเป็นสัญลักษณ์ของบรรพบุรุษที่คอยดูแลปกปักรักษาลูกหลาน โดยส่งผ่านพลังที่เรียกว่า Mana ผ่านออกมาทางดวงตา แต่เดิมเกาะนี้ไม่ได้ชื่อว่าอีสเตอร์แต่แรกด้วย แต่เพราะผู้ค้นพบเกาะคนแรกคือ “จาค็อบ ร็อกเกวีน” (Jacob Roggaveen) นักเดินเรือชาวดัตช์ แล่นเรือมาพบเกาะในวันอีสเตอร์ของปี ค.ศ.1722 จึงตั้งชื่อเกาะว่า อีสเตอร์ นำท่านเดินทางเข้าสู่อุทยานแห่งชาติลาปานุย (Rapa Nui) ทว่าเกาะขนาดเล็กแห่งนี้กลับมีเรื่องราวที่น่าสนใจโดยเฉพาะ รูปปั้นหินหน้าคนขนาดใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า โมอาย (Moai) สัญลักษณ์ของเกาะ ที่สร้างขึ้นจากหินและแร่บะซอลต์ รวมไปถึงแร่จากกากภูเขาไฟ ที่มีอายุนับพันๆปีที่มีมากกว่า 900 ตัว กระจายอยู่ทั่วเกาะอีสเตอร์จากความโดดเด่นนี้เองที่ทำให้เกาะอีสเตอร์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก้ในปี 1995 แวะถ่ายรูปกับ อาฮู อากิวี (Ahu Akivi) หรือโมอายที่ตั้งเรียงกันอยู่ 7 ตัว โมอายนี้สร้างขึ้นโดยกษัตริย์ โฮตู มาตูอา (King Hotu Matua) ในอิสระในการเดินชมทัศนียภาพดดยรอบ ได้เวลาอันสมควรก่อนเยี่ยมชม ปูนาเปา (Puna Pau Quarry) สถานที่ที่เชื่อว่าเป็นที่ทำหมวกของโมอาย หรือที่เรียกว่าปูคาโอ(Pukao) โครงสร้างคล้ายหมวกหรือยอดปอยที่เคยวางไว้บนรูปปั้นโมอายบนเกาะอีสเตอร์ ทั้งหมดนี้แกะสลักจากหินภูเขาไฟสีแดงอ่อนมาก ซึ่งขุดมาจากแหล่งเดียวที่ปูนาเปา จากนั้นนำท่านเดินทางสู่จุดทาไฮ(Tahai) เป็นสถานที่ที่มีรูปปั้นอาฮุสและโมอายหลายรูป ได้รับการบูรณะโดย William Mulloy บริเวณทาไฮ เป็นโมอายเพียงตัวเดียวที่ได้รับการบูรณะดวงตา ทาไฮเป็นจุดชมวิวที่พระอาทิตย์ตกลงท้องทะเลด้านหลังรูปปั้น ด้วยทัศนียภาพที่สวยงามและอยู่ใกล้กับตัวเมือง ท่าไฮจึงเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก

ค่ำ บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคารภายในโรงแรมที่พัก

พักที่: Altiplanico Hotel / หรือที่พักระดับใกล้เคียง

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก

นำท่านเที่ยวชมทุ่งโมอายทางตอนใต้ของเกาะอีสเตอร์ ที่ เหมืองหิน ราโน ราราคู (Rano Raraku) เหมืองหินเก่าแก่ที่มีการพบโมอายมากกว่า 400 ตัวที่ค่อนข้างสมบูรณ์ โดยโมอายเกือบทั้งหมดอยู่ในสภาพล้มนอนซึ่งปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดเกี่ยวกับเรื่องราวของเกาะแห่งนี้ ให้ท่านเดินชมและถ่ายภาพกับทุ่งโมอายหลายร้อยตัว นำท่านเดินทางสู่จุดชมโมอาย อาฮูตองการิกิ (Ahu Tongariki) ด้วยรูปปั้นโมอายอันยิ่งใหญ่ถึง 15 ตัว อาฮูตองการิกิจึงยิ่งใหญ่กว่าแท่นและอนุสาวรีย์อาฮูอื่นๆ บนเกาะอีสเตอร์ในด้านขนาด ด้วยเงินบริจาคจากญี่ปุ่น รูปปั้นอาฮูจึงได้รับการบูรณะในช่วงทศวรรษ 1990 โมอายที่สูงที่สุดของอาฮู สูง 9 เมตร ถือเป็นรูปปั้นที่หนักที่สุดเท่าที่เคยมีการเคลื่อนย้ายและตั้งบนอาฮูได้สำเร็จ โดยมีน้ำหนัก 86 ตัน เมื่อวัดด้วยเครนที่ใช้บูรณะชนเผ่าโบราณในพื้นที่นี้มีข้อได้เปรียบอย่างมาก เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับภูเขาไฟราโนรารากู ซึ่งเป็นสถานที่สร้างรูปปั้น โดยอยู่ห่างจากเหมืองหินไปยังอาฮูเพียง 1 กิโลเมตร

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

นำท่านชมหาดอะนาเคนาเป็นหาดทรายสีขาวปะการังในอุทยานแห่งชาติราปานุย หาดอะนาเคนามีอาฮูสองแห่ง อาฮู-อาตูเรมีโมอายหนึ่งองค์ และอาฮู-นาโอ-นาโอมีเจ็ดองค์ (หากท่านต้องการลงเล่นน้ำกรุณาเตรียมชุดว่ายน้ำและผ้าเช็ดตัวจากโรงแรม) จานั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองเกาะอีสเตอร์อิสระทุกท่านเลือกซื้อของฝากของที่ระลึกหรือจิบกาแฟตามอัธยาศัย / ได้เวลาสมควรนำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พัก

ค่ำ บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักที่: Altiplanico Hotel / หรือที่พักระดับใกล้เคียง

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก

ชมความสวยงามของปากปล่อง ภูเขาไฟราโนเกา (Rano Kau Volcano) จากจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นปากปล่องภูเขาไฟลักษณะคล้ายแอ่งขนาดใหญ่สวยงามแปลกตา เดินทางไปยัง หมู่บ้านโอรองโก (Orongo Ceremonial Village) และเกาะนก ซึ่งหมู่บ้านนี้มีประเพณีในการเลือกหัวหน้าเผ่าของชาวลาปานุย(Birdman) ที่น่าสนใจและท้าทายอย่างมาก นั่นคือการที่ชายหนุ่มผู้เข้าร่วมจะต้องไต่ลงจากหน้าผา และว่ายน้ำไปยังเกาะนกเพื่อเอาไข่นกแล้วว่ายน้ำกลับมายังเกาะอีสเตอร์ จนกระทั่งได้เวลาอันสมควร

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

ช่วงบ่ายเดินทางสู่สนาบินเพื่อเตรียมตัวกลับเมือวซานเตียโก

14.20 ออกเดินทางสู่สนามบินซานติเอโก

21.00 เดินางถึงสนามบินซานติเอโก / นำท่านเข้าสู่ที่พัก

ค่ำ บริการอาหารมื้อค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักที่: Hilton Garden Inn Santiago Airport / หรือที่พักระดับใกล้เคียง

เช้า รับประทานอาหารเช้าแบบ Box Breakfast / นำท่านเดินทางสู่สนามบิน

….. ออกเดินทางสู่สนามบินคาลามาโดยเที่ยวบิน.....

….. เดินทางถึงสนามบินคาลามา (Calama) / นำท่านเดินทางสู่เมืองซานเปโตร เดอ อาตาคามา (San Pedro de Atacama) เมืองท่องเที่ยวกลางทะเลทรายอาตาคามา (Atacama Desert) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตจังหวัดเอล โลอา (El Loa) ของ ภูมิภาคอันโตฟากัสตา (Antofagasta)ในภาคเหนือของชิลี ปัจจุบันเป็น เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมแห่ง หนึ่งของประเทศชิลี เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนที่ราบสูงอันแห้งแล้งในเทือกเขาแอนดีสทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศชิลี ภูมิประเทศโดยรอบอันสวยงามแปลกไม่มีที่ใดเหมือน ประกอบด้วยทะเลทราย ที่ราบเกลือ ภูเขาไฟ ไกเซอร์ และน้ำพุร้อน หุบเขา Valle de la Luna ในเขตอนุรักษ์แห่งชาติ Los Flamencos ที่อยู่ใกล้เคียง เป็นแอ่งน้ำคล้ายดวงจันทร์ มีหินรูปร่างแปลกตา เนินทรายขนาดใหญ่ และภูเขาสีชมพูระยิบระยับ

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

บ่าย นำท่านชมความงดงามทางธรรมชาติกับ “วัลเลย์ ออฟ เดอะ มูน” หรือ หุบเขาดวงจันทร์ (Valley de la luna) ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นภูเขาหินเหมือนพื้นผิวดวงจันทร์ ท่านสามรถมองเห็นวิวของภูเขาไฟลิกันกาบูร์(Licancabur Volcano) เป็นภูเขาไฟรูปกรวยชั้นเดียวที่โดดเด่น สูง 5,916 เมตร (19,409 ฟุต) ตั้งอยู่บริเวณชายแดนโบลิเวีย-ชิลี ในเขตเทือกเขาแอนดีส ยอดเขามีปล่องภูเขาไฟกว้าง 400–500 เมตร (1,300–1,600 ฟุต) ภายในมีทะเลสาบลิกันกาบูร์ ซึ่งเป็นทะเลสาบปล่องภูเขาไฟที่เป็นหนึ่งในทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก นำท่านชมวิวในบริเวณหุบเขาพระจันทร์ ซึ่งมีภูมิประเทศอันงดงามราวกับดวงจันทร์ ที่แปลกตาจนถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ชุด “The Mandalorian” เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาเกลือ (Cordillera de la Sal) เป็นส่วนหนึ่งของเขตอนุรักษ์แห่งชาติ “ลอส ฟลาเมงโกส” เป็นแอ่งเกลือขนาดเล็ก มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1,650 ฟุต (500 เมตร) มีรูปทรงประติมากรรมอันแปลกประหลาด สิ่งเหล่านี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องบนเปลือกโลกอันเกิดจากการพับตัวของพื้นดินใต้ทะเลสาบเกลือ เนื่องจากขาดความชื้น จึงทำให้ที่นี่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ จึงทำให้ที่นี่กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ไม่น่าอยู่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในบริเวณโดยรอบ คุณสามารถเยี่ยมชมประติมากรรมเกลือที่รู้จักกันในชื่อ Las Tres Maras และเพลิดเพลินกับพระอาทิตย์ตกดินที่งดงามและมีสีสันที่สุดแห่งหนึ่งในชิลีตอนเหนือ

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร ในโรงแรม

พักที่: Cumbres San Pedro De Atacama Hotel **** หรือเทียบเท่า

*** ทัวร์ดูดาวชมปรากฏการณ์ทางช้างเผือก (Atacama Star Gazing) ***

นำคณะท่านออกล่าดวงดาวและชมความสวยงามของท้องฟ้ายามค่ำคืน (Atacama Star Gazing) – แหล่งดูดาวระดับโลก ในคืนที่ท้องฟ้ามืดสนิท จะมีสว่างไสวของหมู่ดาวนับพันล้านดวง นำท่านชมท้องฟ้ายามค่ำพร้อมไกด์(ช่างภาพท้องถิ่น) ที่จะมาบอกเล่าเรื่องราวทางดาราศาสตร์ พร้อมเก็บภาพให้ทุกท่านเป็นที่ระลึก (ทัวร์ใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง)

ทำไมเมือง “ซาน เปโดร เดอ อาตาคามา” San Pedro de Atacama ถึงมีชื่อเสียงเรื่องดูดาว(Stargazing)

- เนื่องจากทะเลทรายอาตากามามีคืนที่อากาศแจ่มใสมากกว่า 310 คืนต่อปี

- ในบริเวณนี้มีอากาศแห้งมาก แทบไม่มีเมฆหรือความชื้นมาบดบังทัศนียภาพของดวงดาว

- เมืองซานเปโดร ตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,400 เมตร (7,900 ฟุต) ยิ่งระดับความสูงมากเท่าใด ชั้นบรรยากาศก็จะเบาบางลง ความบิดเบี้ยวของชั้นบรรยากาศก็จะน้อยลง และดาวก็จะสว่างและคมชัดมากขึ้นเท่านั้น

- เมืองซานเปโดร มีขนาดเล็ก, ทะเลทรายโดยรอบก็กว้างใหญ่และไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ มีแสงไฟอยู่เพียงเล็กน้อยท้องฟ้าจึงมืดสนิท เหมาะสำหรับการชมกลุ่มดาว ดาวเคราะห์ และกาแล็กซี

เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม นำท่านเดินทางเข้าสู่ด่านพรมแดนชิลี – โบลิเวีย ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองประเทศโบลีเวีย นำท่านเดินทางเข้าสู่ เขตอนุรักษ์แห่งชาติเอดูอาร์โด อาวาโรอา (Eduardo Avaroa National Reserve) เป็นเขตอนุรักษ์แห่งชาติในประเทศโบลิเวีย ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ใกล้กับชายแดนชิลี ตั้งอยู่ที่ระดับความสูงระหว่าง 4,200 – 5,400 เมตร จากระดับน้ำทะเล โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อคุ้มครองนกที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบต่างๆ ในเขตอนุรักษ์เขตอนุรักษ์แห่งนี้ปกป้องส่วนหนึ่งของเขตนิเวศปูนา (โอลิโกเทอร์มิก) ของเทือกเขาแอนดีสตอนกลาง แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเขตอนุรักษ์แห่งนี้คือภูเขาไฟ, น้ำพุร้อนไกเซอร์, ทะเลสาบ, ปีนเขา และชมนกฟลามิงโกซึ่งเป็นสัตว์เฉพาะถิ่น และเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางท่องเที่ยวที่ราบเกลืออูยูนี นำท่านชมทะเลสาบเวอเด (เขียว) หรือทะเลสาบมรกตสีเทอควอยส์ สวยงามและมีเสน่ห์ ฉากหลังของทะเลสาบมีภูเขาไฟลิกันกาบูร์(Licancabur) มีความสูงถึง 5,868 เมตร ซึ่งมีลักษณะเป็นกรวยเกือบสมบูรณ์แบบ น้ำในทะเลสาบมีความร้อนใต้พิภพทำให้แหล่งน้ำอุ่นขึ้น และไหลลงสู่ทะเลสาบบลังกา (Laguna Blanca) ที่อยู่ใกล้เคียงกัน ลากูนา บลังกา(Laguna Blanca) ทะเลสาบขาว เป็นทะเลสาบน้ำเค็ม ตั้งอยู่ใกล้ภูเขาไฟลิกันกาบูร์ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 4,350 เมตร บนที่ราบสูงอัลติปลาโน มีพื้นที่ผิวน้ำ 10.9 ตารางกิโลเมตร ทะเลสาบมีความยาว 5.6 กิโลเมตร และกว้าง 3.5 กิโลเมตร จากนั้นนำท่านแวะเก็บภาพบริเวณบ่อน้ำพุร้อนชาลวิรี (Aguas Termales Chalviri) ตั้งอยู่ใจกลาง ซาลาร์ เด ชาลวิรี เป็นที่ราบเกลือใจกลางเขตอนุรักษ์แห่งชาติเอดัวร์โด อาวาโรอา บ่อน้ำอุ่นหินนี้มีอุณหภูมิน้ำ 29 องศาเซลเซียส ผู้ที่ลงเล่นน้ำสามารถเพลิดเพลินกับทิวทัศน์อันงดงามของทะเลทรายเกลืออันกว้างใหญ่ได้จากที่นี่ นำท่านเดินทางเข้าชม โซล เด มาญานา (Sol de Maana) เป็นพื้นที่ที่มีปรากฏการณ์ความร้อนใต้พิภพ ซึ่งรวมถึงน้ำพุร้อน และแอ่งโคลนเดือด ตั้งอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 4,900 เมตร แหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์แห่งชาติเอดัวร์โด อาวาโรอา เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญบนถนนระหว่างอูยูนีและอันโตฟากัสตา แหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพนี้ได้รับการสำรวจว่าอาจเป็นแหล่งผลิตพลังงานความร้อนใต้พิภพ โดยเริ่มมีการวิจัยในช่วงทศวรรษ 1970 และกลับมาดำเนินการอีกครั้งในปี 2010

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย นำท่านเดินทางสู่ทะเลสาบโคโลราดา (Laguna Colorada) เป็นทะเลสาบน้ำเค็ม ที่ถูกเรียกว่า “ทะเลสาบแดง” (Red Lagoon) เนื่องจากบริเวณทะเลสาบแห่งนี้มีสาหร่ายสีแดงขึ้นเป็นจำนวนมากจึงทำให้มองดูเหมือนน้ำ ในทะเลสาบเป็นสีแดง ในทะเลสาบจะมีเกาะบอแรกซ์ ซึ่งมีสีขาวตัดกับสีแดงของน้ำ ที่เกิดจากตะกอนสีแดงและสีของสาหร่ายบางชนิด ในบริเวณนี้เป็นที่อยู่ของฝูงนกฟลามิงโก สามสายพันธุ์(James's flamingos, Andean flamingos and Chilean flamingos) และเป็นทะเลสาบที่เรียกได้ว่าตั้งอยู่บนที่สูง ที่สุดในอเมริกาใต้ เนื่องจากตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลถึง 4,800 เมตร มีเวลาให้ท่านได้เก็บภาพความสวยงามของทะเลสาบโคโลราดา และฝูงนกฟลามิงโกตามอัธยาศัย จากนั้นนำท่านเดินทางผ่านทะเลทรายดาลิ (Desierto de Dali) ทะเลทรายที่ภูมิประเทศส่วนใหญ่คล้ายนำก้อนกรวด เล็กๆมาโรย อีกหนึ่งทัศนียภาพอันแปลกตา แห่ง โบลิเวีย ท่านจะสัมผัสกับเนินทราย สลับเป็นทิวแถวสุดลูกตา นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ทางธรรมชาติที่ทมีมนต์เสน่ห์ของโบลิเวีย ท่านจะเห็นสัตว์ท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในบริเวณนี้ อาทิ ตัววิกุญญา (Vicua), สุนักจิ้งจอก (Foxes) เสือพูม่า (Pumas)

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร ในโรงแรมที่พัก

พักที่: Tayka del Desierto / Siloli Dessert Hotel / Mallku Cueva Hotel / หรือเทียบเท่า

เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม

นำท่านเดินทางสู่เมืองซาน คริสโตบอล (San Cristobal) หมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณทะเลสาบเกลือแห่งนี้นำ ท่านชมความสวยงามของ “โบสถ์ซานคริสโตบอล” (San Cristobal Church) หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่บนเส้นทางการทำเหมืองของโบลิเวีย เมืองซาน คริสโตบัลเป็นหนึ่งในแหล่งแร่สังกะสี ตะกั่ว และเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นแหล่งแร่ที่สามารถขุดได้จำนวนมาก ปัจจุบันถือเป็นการทำเหมืองที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของโบลิเวียตลอดสองข้างทางท่านจะได้สัมผัส ทัศนียภาพสองข้างที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ทั้งภูมิประเทศแบบทะเลเกลือและเนินดินที่เต็มไปด้วยต้นกระบองเพชร นำท่านเดินทางเข้าสู่เมืองอูยูนิ (Uyuni)

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย นำท่านแวะถ่ายรูปกับสุสานรถไฟ (Train Cemetery) ในสมัยก่อนเมืองอูยูนีเคยเป็นเส้นทางรถไฟ สำหรับขนส่งแร่ธาตุไปยังส่วนอื่นๆ ของทวีป และไม่ใช่แค่สถานีรถไฟเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดซ่อมแซมรถไฟอีกด้วย แต่เมื่อเส้นทางรถไฟเริ่มล้าสมัย รถไฟก็ถูกทิ้งร้าง เนื่องจากอูยูนีเป็นสถานที่ที่ห่างไกลเกินกว่าจะขนย้ายรถไฟไปยังที่อื่นดังนั้น หัวรถจักรไอน้ำจากศตวรรษที่ 19 และ 20 ถูกทิ้งไว้ เนื่องจากที่นี่ไม่ได้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ และรัฐบาลก็ไม่ได้กำหนดให้เป็นสถานที่คุ้มครอง จึงค่อยๆ กลายเป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถทำอะไรก็ได้ เช่น การพ่นกราฟฟิตีบนรถไฟ แต่ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว สุสานรถไฟจึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เป็นสถานที่ที่ต้องไปเยือนเมื่อมาเยือนอูยูนี / นำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พักในเมืองอูยูนิ // อูยูนีเป็นประตูสู่แหล่งเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลก นั่นคือ ซาลาร์ เด อูยูนี ในแต่ละปีเมืองนี้ต้อนรับนักท่องเที่ยวประมาณ 60,000 คน จากทั่วโลก นอกจากนี้ เมืองนี้ยังทำหน้าที่เป็นประตูสู่การค้าและการจราจรที่เชื่อมต่อเข้าและออกจากโบลิเวียจากและไปยังประเทศชิลี อิสระทุกท่านเดินเล่นพักผ่อนเลือกซื้อสินค้าที่ระลึก จิบกาแฟตามอัธยาศัย

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารในโรงแรม

พักที่: Hotel Luna Salada / Jardines De Uyuni Hotel / Palacio De Sal ****

เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม

นำท่านนั่งรถโฟร์วิลขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD) เข้าสู่บริเวณทะเลสาบน้ำเค็มอูยูนิ (Uyuni) เป็นพื้นที่ราบเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือที่เรียกว่าปลายา (Playa) มีพื้นที่ 10,582 ตารางกิโลเมตร ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศโบลิเวีย ใกล้กับยอดเขาแอนดิส ที่ระดับความสูง 3,656 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ด้วยความสูงระดับนี้ จึงดูเหมือนว่าเป็นดินแดนที่อยู่ท่ามกลางท้องฟ้าและก้อนเมฆ สถานที่แห่งนี้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของทะเลสาบน้ำเค็มยุคก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณสี่หมื่นปีก่อน แต่น้ำได้ระเหยหายไปตามกาลเวลา ปัจจุบันจึงถูกปกคลุมด้วยทุ่งเกลือหนาหลายเมตร ซึ่งมีความราบเรียบเป็นพิเศษ โดยระดับความสูงเฉลี่ยจะเปลี่ยนแปลงไม่เกินหนึ่งเมตรทั่วทั้งพื้นที่ เกลือเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นแหล่งเกลือและปกคลุมแอ่งน้ำเกลือซึ่งอุดมไปด้วยลิเธียม พื้นที่ขนาดใหญ่ ท้องฟ้าแจ่มใส และความราบเรียบเป็นพิเศษของพื้นผิว ทำให้พื้นที่นี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการปรับเทียบเครื่องวัดระดับความสูงของดาวเทียมสำรวจโลก หลังจากฝนตก ชั้นน้ำนิ่งบางๆ จะเปลี่ยนที่ราบนี้ให้กลายเป็นกระจกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่กว้างถึง 129 กิโลเมตร พื้นที่ราบขนาดใหญ่ที่มีน้ำทะเลขังอยู่เพียงตื้นๆ ส่วนในบางฤดูน้ำอาจระเหยออกจนกลายเป็นทะเลเกลือขาวโพลนซึ่งให้ความสวยงามไปอีกแบบ อิสระให้ท่านได้สัมผัส ประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้มาเยือนทะเลเกลือหรือทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน แบบ กล้อง(Set Box)

บ่าย นำท่านเดินทางสู่อินคาฮัวซิ (Incahuasi Island) เป็นเกาะหินกลางทะเลเกลือแห่งนี้ เกิดจากการทับถมของซากปะการังเป็นเนินขึ้นมา อินคาฮัวซิ มีพื้นที่ทั้งหมด 246,200 ตารางเมตร เป็นแหล่งรวมของต้นกระบองเพชรขนาดยักษ์ (Trichocereus pasacana) และศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มีโครงสร้างและตะกอนที่มีลักษณะเหมือนปะการังที่แปลกตาและเปราะบาง ซึ่งมักประกอบด้วยฟอสซิลและสาหร่าย สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟโบราณ ซึ่งจมอยู่ใต้น้ำเมื่อประมาณ 40,000 ปีก่อน พื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบยุคก่อนประวัติศาสตร์ขนาดยักษ์เรียกได้ว่า เป็นเนินหินเดียวที่เกิดขึ้นใน อิสระทุกเก็บภาพความสวยงามทางธรรมชาติตามอัธยาศัย / ได้เวลานำท่านเดินทางกลับสู่โรงแรมที่พัก

*** ควรเตรียมครีมกันแดดและหมวกปีกกันแสงแดดติดตัวไปด้วย ***

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำในโรงแรม

พักที่: Hotel Luna Salada / Jardines De Uyuni Hotel / Palacio De Sal ****

เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม / นำท่านเดินทางสู่สนามบินอูยูนิ

09.15 ออกเดินทางสู่สนามบินลาปาซ โดยเที่ยวบินที่…

10.15 เดินทางถึงสนามบินลาปาซ ประเทศโบลิเวีย

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย นำท่านเที่ยวชมกรุงลาปาซ (La Paz) เมืองสำคัญทางการบริหารของประเทศโบลิเวีย(เมืองหลวงชื่อซูเกร “Sucre”) มีประชากรมากเป็นอันดับสามของประเทศโบลิเวีย ประมาณ 2.2 ล้านคน ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 7 เมืองมหัศจรรย์แห่งใหม่ของโลก ในปี 2014 กรุงลา ปาซ เป็นเมืองที่ตั้งสูงที่สุดในโลก เหนือกว่าระดับน้ำทะลถึง 3,650 เมตร ลา ปาซ มักถูกมองว่าเป็นเมืองหลวง เพราะเป็นศูนย์กลางทางการเมืองและการค้าของประเทศ ลา ปาซเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง ผู้คนในชุดพื้นเมืองสลับกับผู้คนที่สวมชุดสูท มีชุมชนแออัดบนเนินเขา ชานเมืองที่ร่ำรวยทางตอนใต้ และศูนย์กลางการค้าที่พลุกพล่าน นำท่านเข้าชมจัตุรัสมูริลโล (Plaza Murillo) จัตุรัสใจกลางของเมือง ลาปาซ จัตุรัสมูริโยเป็นจุดศูนย์กลางเมืองลา ปาซ และเป็นบริเวณที่สวยงามและยิ่งใหญ่ ที่เชื่อมโยงกับชีวิตทางการเมืองของชาวโบลิเวียมากที่สุด อาคารสำคัญบนจัตุรัสนี้ประกอบด้วยทำเนียบประธานาธิบดี รัฐสภาแห่งชาติโบลิเวีย และมหาวิหารลาปาซ (หรือเรียกอย่างเป็นทางการว่า มหาวิหารพระแม่แห่งสันติภาพ ลาปาซ) จัตุรัสนี้ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่า หรือกัสโก บิเอโฆ ของเมือง ล้อมรอบด้วยถนนโซกาบายาทางทิศตะวันตก ถนนอายากูโชทางทิศตะวันออก ถนนโคเมอร์ซิโอทางทิศใต้ และถนนอิงกาวีและบัลลิวานทางทิศเหนือ เป็นพื้นที่ ที่เชื่อมโยงกับชีวิตของโบลิเวียมากที่สุด ใช้ในการจัดงานต่างๆประจำปีรวมถึงการปราศรัยและการประชุมทางการเมืองมีกลุ่มอาคารที่งดงามในสไตล์โคโลเนียนบนจัตุรัส ได้แก่ ทำเนียบประธานาธิบดีสภาแห่งชาติโบลิเวีย อาสนวิหารลาปาซ และหน่วยงานราชการต่างๆ ตลอดจนโบสถ์เก่าแก่ประจำเมือง นำท่านชมโบสถ์ซานฟรานซิสโก (San Francisco Church) เป็นโบสถ์คาทอลิก ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองอาคารแห่งนี้สร้างขึ้นระหว่างปี 1743 ถึง 1772 นำท่านนั่งกระเช้าชมวิวกรุงลา ปาซ เนื่องจากทุกสิ่งในลาปาซ โบลิเวียเชื่อมต่อกันด้วยระบบเคเบิลคาร์ที่ยาวที่สุดในโลก ซึ่งเป็นการชมวิวทิวทัศน์ที่ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ก่อนปี 2014 การเดินทางในลาปาซ โบลิเวียต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง เช่น เดินทางจากเมืองเอลอัลโตตอนบนไป กรุงลา ปาซ(ระยะทาง 17 กม.) คุณจะต้องผจญกับรถติดอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง แต่ถ้าใช้เคเบิ้ล คาร์จะใช้เวลา 10 นาที เท่านั้น ในปี 2014 ระบบกระเช้าลอยฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เรียกว่า “มิ เทเลเฟริโก”(Mi Teleferico) ได้เปิดให้บริการในลาปาซด้วยเส้นทางสามสาย ปัจจุบัน(ในปี 2025) กรุงลา ปาซ มีเส้นทางกระเช้าลอยฟ้า 11 สายในสีแดง เหลือง เขียว น้ำเงิน ขาว ส้ม ฟ้าอ่อน ม่วง น้ำตาล สีเงิน และสีทอง และยังมีสายอื่นๆ ที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ระบบนี้ทำงานเหมือนระบบรถไฟฟ้าใต้ดินที่เชื่อมต่อส่วนต่างๆ ของเมืองเข้าด้วยกัน

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตารคาร

พักที่: Suites Camino Real Hotel, Met Hotel Lapaz **** หรือเทียบเท่า

เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม /

นำท่านเดินทางสู่เมืองโบราณติวานาคู (Tiwanaku) เป็นแหล่งโบราณคดียุคก่อนโคลัมบัสทางตะวันตกของโบลิเวีย ใกล้กับทะเลสาบติติกากา ห่างจากเมืองลาปาซประมาณ 70 กิโลเมตร และเป็นหนึ่งในแหล่งโบราณคดีที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาใต้ ปัจจุบันซากโบราณสถานครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 4 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเครื่องปั้นดินเผาที่ตกแต่งอย่างสวยงาม สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ และหินขนาดใหญ่ มีการประเมินว่าในปี ค.ศ. 800 เคยมีผู้อยู่อาศัยประมาณ 10,000 ถึง 20,000 คน เมืองโบราณติวานาคูได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก้ให้เป็นเมืองมรดกโลกในปี 2000 เป็นเมืองโบราณที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดและตั้งอยู่สูงที่สุดในโบลิเวีย โดยอารยธรรมของชาวติฮัวนาคูเกิดก่อนอารยธรรมยิ่งใหญ่แห่งอินคา ราว 1,500 ปีก่อนคริสตกาลและรุ่งเรืองสูงสุดในช่วงค.ศ. 900 มีการ สร้างปิระมิด และ สถานที่ศักดิ์ สิทธิ์ ที่ใช้ในการบูชาเทพเจ้าเฉกเช่นเดียวกับชาวอินคา นำท่านชมวิหารคาลาซาซายา (Kalasasaya Temple) เป็นโครงสร้างทางโบราณคดีที่สำคัญซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมืองโบราณติวานาคู (Tiwanaku) ซึ่งเป็นกลุ่มแหล่งโบราณคดีโบราณในเทือกเขาแอนดิสทางตะวันตกของประเทศโบลิเวีย ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกโดย UNESCO เป็นอีกวิหารหนึ่งที่สร้างขึ้นจากหินขนาดใหญ่และสันนิษฐานว่าเป็นวิหาร ที่สร้างเพื่อทำนายฤดูกาลต่างๆ ของชาวติฮัวนาคู เพื่อการกสิกรรมและการเก็บเกี่ยวพืชผลในสมัยก่อน อิสระให้ท่านเก็บภาพความยิ่งใหญ่และความเก่าแก่ของนครโบราณแห่งนี้ตามอัธยาศัยจากนั้นนำท่านออกเดินทางสู่เมืองปูโน ประเทศเปรู โดยใช้เส้นทางหมายเลข 1 บนเส้นทางแห่งเทือกเขาแอนดีสที่สวยงาม (190 กม.)

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย นำท่านผ่านด่านพรมแดนโบลิเวีย-เปรู) เข้าสู่เมืองเดซากัวเดโร (Desaguadero) นำท่านเดินทางต่อเข้าสู่เมืองปูโน (Puno) ผ่านชมวิวที่สวยงามสองข้างทางรวมถึงทะเลสาบติติกากาที่เป็นของทั้งสองประเทศซึ่งมีวัฒนธรรมเดียวกันก่อนที่จะถูกแบ่งแยกประเทศโดยสเปน นำท่านแวะชมวิหารชูกุยโต วิหารแห่งความอุดมสมบูรณ์แห่งชูกุยโต ตั้งอยู่ในเขตชูกุยโต, เมืองปูโน(25 กม. จากปูโน) สิ่งก่อสร้างของชาวอินคาที่ใช้เป็นสถานที่สักการะบูชาพระแม่ธรณีและความอุดมสมบูรณ์ เดิมทีมีจุดประสงค์เพื่อเป็นอุสโญ หรือสถานที่บูชาแม่พระธรณีและความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน ซึ่งชาวอินคาได้บูชาพืชผลทางการเกษตร วิหารแห่งนี้มีพื้นที่ 200 ตารางเมตร ล้อมรอบด้วยกำแพงหินแกะสลักอย่างประณีต ภายในวิหารมีกำแพงหินแต่มีขนาดเล็กกว่า ตัวอาคารและภายนอกวิหารช่วยให้ชาวอินคาสามารถกำหนดเวลาที่แน่นอนสำหรับการผลิตทางการเกษตรได้ พื้นที่ประมาณ 200 ตารางเมตร ล้อมรอบด้วยกำแพงหินแกะสลักอย่างประณีต มีรูปอวัยวะเพศชายหินประมาณ 80 ชิ้น ซึ่งแน่นอนว่ามีขนาดแตกต่างกัน คำว่า "Inca Uyo" มาจากภาษาไอย์มารา แปลว่า "สมาชิกผู้แข็งแกร่งของชาวอินคา" ซึ่งเป็นการถวายเครื่องบูชาเพื่อแสดงความขอบคุณต่อปาฏิหาริย์แห่งความอุดมสมบูรณ์ ได้เวลาสมควรนำมานเดินเข้าสู่เมืองปูโน (Puno) เมืองนี้ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเปรู ตั้งอยู่บนชายฝั่งของทะเลสาบตีตีกากา เป็นเมืองหลวงของแคว้นปูโนและจังหวัดปูโน มีประชากรราว 100,000 คน เมืองก่อตั้งในปี ค.ศ. 1668 โดยผู้สำเร็จราชการเปโดร เฟร์นันเดซ เด กัสโตร ในฐานะเมืองหลวงของจังหวัดเปาการ์โกยา ในชื่อ “ซานควนเบาติสตาเดปูโน” จากนั้นเปลี่ยนชื่อมาเป็น ซานการ์โลสเดปูโน เพื่อเป็นเกียรติแก่พระเจ้าการ์โลสที่ 2 แห่งสเปน / นำท่าน เช็คอิน เข้าสู่ที่พัก อิสระให้ทุกท่านเดินเล่นชมเมืองเลือกซื้อของที่ระลึกตามอัธยาศัย

ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร / หลังอาหารนำท่านเดินท่านเข้าสู่ที่พัก

พักที่: Casa Andina Premium Puno / หรือที่พักระดับใกล้เคียง

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก

นำท่านชมทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกาใต้ ทะเลสาบติติกากา (Titicaca) ที่ตั้งอยู่ระหว่างชายแดนประเทศเปรูและโบลิเวีย เชื่อกันว่าเป็นจุดเริ่มกำเนิดของวัฒนธรรมชาวอินคา ทะเลสาบแห่งนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์มากมายรวมไปถึงสัตว์น้ำหายากหลายชนิด เช่น กบยักษ์ เป็นต้น ความพิเศษของทะเลสาบติติกากานั้นมีทั้งทางมิติทางด้านศรัทธาและวิทยาศาสตร์ ในทางภูมิศาสตร์นั้นติติกากาเป็นทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลกที่สามารถเดินเรือได้ ด้วยระดับความสูงเหนือน้ำทะเลถึง 3,810 เมตร ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างสองประเทศคือเปรูและโบลิเวีย ในอดีตนั้นใช้เรือจากอังกฤษแล่นข้ามทะเลสาบเป็นเส้นทางคมนาคมหลักระหว่างสองประเทศเป็นประจำ ส่วนในทางศรัทธาและจิตวิญญาณนั้น ติติกากามีความสำคัญอย่างมหาศาลสำหรับชาวเปรู เพราะมีความเชื่อว่าชาวอินคาคนแรกถือกำเนิดมาจากทะเลสาบติติกากา โดย Inti หรือสุริยเทพได้ส่ง Manco Capac ลูกชายและ Mama Ocllo ลูกสาวให้ผุดขึ้นมาทะเลสาบแห่งนี้ กลายเป็นชาวอินคาคู่แรกที่ก่อตั้งจักรววรดิอินคาขึ้นโดยมีเมืองหลวงอยู่ที่คุสโก้ Manco Capac ส่วนชื่อติติกากานั้นก็มีความหมาย “Titi” แปลว่าเสือพูม่าสัตว์อันเป็นสัญลักษณ์ทรงสิทธิ์ของอินคาส่วน “Kaka” แปลว่าหิน นำท่านลงเรือล่องทะเลสาบไปยังเกาะลอยน้ำ Uros (Uros floating island) เกาะ Island of the Sun อีกหนึ่งเกาะที่มีชื่อเสียงของเปรู เป็นเกาะของชาวบ้านท้องถิ่นที่เชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของชาวอินคา ซึ่งเราจะได้เห็นยานพาหนะรูปร่างหน้าตาน่ารักซึ่งชาวท้องถิ่นเรียกเรือประเภทนี้ว่า Totora reed boat / อูรอส(Uros) หรือหมู่บ้านกกลอยน้ำ มีบ้านเรือนสร้างด้วยต้นกกแห้งสีเหลืองทองตั้งอยู่บนแพที่ทอถักขึ้นจากกกสีทองเช่นเดียวกัน มีเรือทำจากกกจอดลอยอยู่ริมแพทุกบ้าน แลดูคล้ายบ้านตุ๊กตาน่ารักกระจายบนหลายเกาะลอยน้ำอยู่ไม่ห่างกัน มีทั้งหอคอย, ทั้งสนามกีฬา, มีอาคารโรงเรียนสามโรงเรียนและสถานีอนามัย ที่น่าอัศจรรย์คือไม่สามารถนับจำนวนเกาะได้เนื่องจากชาวบ้านต่อเติมแพนี้อยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวก็ตัดกกมาสร้างแพเพิ่มกลายเป็นเกาะใหม่ บางทีทะเลาะกันก็ตัดแพแยกออกจากกัน / นำท่านเดินชมเกาะชมการสาธิตวิธีการสร้างแพ โดยการมัดกกติดกันเป็นฟ่อนๆ แล้วจึงเอาต่อกันเป็นแผ่นแพใหญ่ขึ้นเท่าที่ต้องการ นำท่านล่องเรือสู่เกาะทาควิล (Taquile)

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย นำท่านเดินไปตามทางเดินเข้าหมู่บ้าน ชมวิวที่สวยงาม ทางเดินแคบๆปูด้วยหินทรายก้อนโตๆ เปิดโล่งเห็นทะเลสาบและท้องฟ้า มีบ้านเรือนชาวบ้านที่อยู่อาศัยโดยมีสวนและไร่ขั้นบันไดปลูกมันฝรั่ง เลี้ยงวัว, เลี้ยงแกะ ชาวเกาะทาควิลนี้เคร่งครัดเรื่องการดูแลชุมชนมาก เขาต้องการอนุรักษ์เอกลักษณ์ทุกสิ่งทุกอย่างของเกาะนี้ซึ่งไม่เหมือนที่ไหนเอาไว้ ได้เวลาสมควรนำท่านเดินทางกลับสู่เมืองปูโน

ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารในโรงแรมที่พัก

พักที่: Casa Andina Premium Puno / หรือที่พักระดับใกล้เคียง

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก / นำท่านออกเดินทางสู่สนามบินเมืองฆูเลียก้า

..…... ออกเดินทางสู่สนามบินลิมา

..…... เดินทางถึงสนามบินลิมา /

เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย นำท่านชมกรุงลิมา (LIMA) เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเปรู เป็นศูนย์กลางการขนส่ง การเงิน อุตสาหกรรม และวัฒนธรรมของประเทศอีกด้วย ตั้งอยู่บริเวณที่ห้อมล้อมด้วยหุบเขาชิยอน แม่น้ำริมัก และแม่น้ำลูรินริมชายฝั่งแห้งแล้งซึ่งอยู่ติดกับอ่าวในมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งมีท่าเรือที่สร้างขึ้นและตั้งชื่อว่ากายาโอ นำท่านชม “Huaca Huallamarca” ซึ่งเป็นพีระมิดดินขนาดใหญ่ ตั้งตระหง่านให้นักท่องเที่ยวเก็บภาพและความประทับใจ Huaca Huallamarca เดิมเรียกว่า Pan De Azcar เป็นสิ่งก่อสร้างยุคก่อนสเปนในรูปทรงของปิรามิดขั้นบันไดที่ถูกตัดทอน ซึ่งประกอบด้วยสามชั้นโดยมีความสูงประมาณ 19 เมตร ตั้งอยู่ในย่านที่อยู่อาศัยของเขต San Isidro ในกรุงลิมา ประเทศเปรู และปัจจุบันเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ หลงเหลืออยู่ในพื้นที่นั้นเป็นการก่อสร้างที่ดำเนินการในสมัยก่อนโคลัมเบียตั้งแต่ 200 ปีก่อนคริสตกาล เป็นหนึ่งในการตั้งถิ่นฐานหลักของประเพณีวัฒนธรรมปินาโซของชายฝั่งเปรูตอนกลางนำท่านชมย่านชานเมืองย่านมิราฟลอเร (Miraflores) จัดเป็นละแวกที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของลิมาพรั่งพร้อมด้วยทิวทัศน์ของมหาสมุทรแปซิฟิกแบบพาโนรามาที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว และผู้คนในพื้นที่ให้มาเยือนอย่างไม่ขาดสาย ด้วยสวนสวยงาม พลาซ่าที่มองเห็นมหาสมุทร รวมถึงร้านค้าและร้านอาหารชั้นเยี่ยมต่างๆ มากมาย แม้ว่าละแวกนี้จะตั้งอยู่นอกใจกลางเมือง แต่ก็เป็นบริเวณที่สะอาดปลอดภัยมาก มี สถานีตำรวจที่ตั้งขึ้นสำหรับดูแลนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะด้วย

ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร / หลังอาหารนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก อิสระพักผ่อนตามอัธยาศัย

พักที่: Costa Del Sol Wyndham Lima Hotel / Holiday Inn Lima / หรือที่พักระดับใกล้เคียง

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก

..…... ออกเดินทางสู่ท่าอากาศยานกรุงโบโกต้า, ประเทศโคลัมเบีย โดยเที่ยวบินที่ .........

..…... เดินทางถึงสนามบินกรุงโบโกต้า, ประเทศโคลัมเบีย นำท่านผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองและตรวจเช็คสัมภาระ / จากนั้นนำท่านเข้าสู่ตัวเมือง

เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย นำท่านชมกรุงโบโกต้า (Bogota) เมืองหลวงของประเทศโคลอมเบีย ตั้งอยู่ใจกลางประเทศโคลอมเบีย บนพื้นที่ราบสูงอันอุดมสมบูรณ์ สูง 2,640 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ในเขตคอร์ดิลเยราโอเรียนทัลของเทือกเขาแอนดีสตอนเหนือ เมืองนี้แบ่งออกเป็น 20 เขต แต่ละเขตมีนายกเทศมนตรีและคณะกรรมการบริหารท้องถิ่นของตนเอง โบโกตาเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโคลอมเบีย และเป็นหนึ่งในเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในโลก มีประชากรประมาณ 7,387,400 คน เมืองนี้วางผังเมืองเป็นตาราง มีลานกว้างหรือจัตุรัสมากมาย นำท่านเข้าชมภายในพิพิธภัณฑ์ทองคำ (Museo del Oro) เป็นพิพิธภัณฑ์โบราณคดีตั้งอยู่ที่กรุงโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญทางการท่องเที่ยวที่มีผู้เยี่ยมชมมากที่สุดในประเทศ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีนักท่องเที่ยวประมาณ 500,000 คนต่อปี จัดแสดงทองคำยุคก่อนโคลัมบัสและโลหะผสมอื่นๆ เช่น ตุมบากา และจัดแสดงโบราณวัตถุทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกในห้องจัดแสดงนิทรรศการบนชั้นสองและสาม สิ่งของเหล่านี้ประกอบด้วยเครื่องปั้นดินเผา หิน เปลือกหอย ไม้ และสิ่งทอ ซึ่งทำจากโลหะที่ชาวพื้นเมืองถือว่าเป็นโลหะศักดิ์สิทธิ์ เป็นเครื่องยืนยันถึงชีวิตและความคิดของสังคมต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในโคลอมเบียในปัจจุบันก่อนที่สเปนจะพิชิตทวีปอเมริกา กลุ่มชนพื้นเมืองหลายกลุ่มไม่ได้มองว่าทองคำเป็นแหล่งที่มาของความมั่งคั่ง แต่เชื่อว่าทองคำมีคุณค่าเชิงสัญลักษณ์และศาสนา เช่น ชาวสเปนรายงานว่าราชวงศ์อินคาอ้างว่าตนสืบเชื้อสายมาจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ และทองคำคือ "เหงื่อของดวงอาทิตย์" และเงินคือ "น้ำตาของดวงจันทร์" จากนั้นนำท่านเดินชมเมืองเก่าโบโกต้า ณ ย่านลากันเดลาริอา (La Candelaria) ย่านประวัติศาสตร์ของโบโกตา บริเวณนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1538 และชื่อนี้ได้รับอิทธิพลมาจากโบสถ์คาทอลิกที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 2 แห่ง กันเดลาริอา อาคารส่วนใหญ่ในบริเวณนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสไตล์โคโลเนียล ได้รับการอนุรักษ์ไว้ และได้รับการประกาศให้เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ในย่านนี้ มีสถาบันหรือกลุ่มศิลปิน พิพิธภัณฑ์ และศูนย์วิจัยราว 500 แห่ง รวมถึงโรงละคร ห้องสมุด และมหาวิทยาลัย ปัจจุบัน อาคารขนาดใหญ่เหล่านี้ได้กลายเป็นโรงละคร และพิพิธภัณฑ์ นำท่านเดินเข้าสู่ “พลาซ่า เด โบลิวาร์” (Plaza de Bolvar) ซึ่งเป็นจัตุรัสหลักที่ตั้งอยู่ในย่านประวัติศาสตร์ ลานกลางเมืองล้อมรอบไปด้วยอาคารสาธารณะและโบสถ์สำคัญๆ ของเมืองหลายแห่ง รวมถึงมหาวิหารเมโทรโพลิแทน แห่ง โบโกตา (Metropolitan Cathedral Basilica of Bogot) หรือที่รู้จักกันในชื่อมหาวิหารปริมาดา แห่ง โคลอมเบีย อิสระทุกท่านเก็บภาพพร้อมเลือกซื้อของที่ระลึกตามอัธยาศัย

ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร / หลังอาหารนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก

พักที่: Bogot Marriott Hotel / หรือที่พักระดับใกล้เคียง

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก

นำท่านเดินทางเข้าสู่สถานีรถรางมอนต์เซอร์รัต โดยสารถรางอันทันสมัยขึ้นสู่จุดชมวิวมอนต์เซอร์รัต ที่มีความสูงกว่า 3,000 เมตร ท่านสามารถมองเห็นใจกลางเมืองโบโกตา และเนินเขากัวดาลูเป อันเป็นที่ตั้งของรูปปั้นพระแม่มารี กัวดาลูเป สัญลักษณ์ของกรุงโบโกตา เป็นจุดที่นักแสวงบุญใช้มาตั้งแต่สมัยอาณานิคมได้อย่างชัดเจน ด้านบนมอนต์เซอร์รัต เป็นที่ตั้งของโบสถ์ (Monserrate Sanctuary) สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 ให้ทุกท่านอิสะถ่ายรูปขอพรตามอัธยาศัย / ได้เวลาสมควรนำท่านเดินทางสู่สนามบินโบโกต้า

16.10 นำท่านออกเดินางสู่สนามบินกรุงอิสตันบูล โดยสายการบินเตอร์กิส แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ TK216

11.00 เดินทางถึงสนามบินอิสตันบูล / นำท่านเปลี่ยนเครื่องสู่กรุงเทพฯ

16.00 ออกเดินางสู่กรุงเทพฯโดยเที่ยวบินที่ TK058

05.15 เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ, กรุงเทพฯ

** เพื่อความถูกต้อง กรุณาตรวจสอบข้อมูลเดินทางและเงื่อนไขการชำระเงินกับทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายทุกครั้ง

 

ราคาเริ่มต้น
379,900 บาท
รหัส 002-33765 ทัวร์อเมริกาใต้ ชิลี โบลิเวีย เปรู โคลัมเบีย
ระยะเวลา 17 วัน 13 คืน
ราคาเริ่มต้น 379,900 บาท
เดินทางช่วง มี.ค.69 - ก.พ.70
เดินทางโดย Turkish Airlines (TK)
--------------------------------------
ดูเพิ่มเติม https://angel.vm109.net/tours/ทัวร์อเมริกาใต้-ชิลี-โบลิเวีย-เปรู-โคลัมเบีย
--------------------------------------
ชมโปรแกรม PDF https://tourfiles.vm101.net/pdf/989/002-33765.pdf
--------------------------------------
สนใจติดต่อ บริษัท แองเจิลออนทัวร์ จำกัด
เลขที่ใบอนุญาต 11/09083
โทร Hotline 086-316-7436 ,Hotline 086-362-1960 ,Hotline 090-946-4072 ,Office 02-756-0334-5
LINE ID @angelontour
LINE URL https://line.me/ti/p/~@angelontour
อีเมล info.angelontour@gmail.com
คัดลอกข้อมูลทัวร์
เพิ่มในรายการโปรด
Share on social networks
Scan QRCode
บริษัท แองเจิลออนทัวร์ จำกัด
บริษัท แองเจิลออนทัวร์ จำกัด
บริษัท แองเจิลออนทัวร์ จำกัด
บริษัท แองเจิลออนทัวร์ จำกัด
บริษัท แองเจิลออนทัวร์ จำกัด
บริษัท แองเจิลออนทัวร์ จำกัด
บริษัท แองเจิลออนทัวร์ จำกัด
บริษัท แองเจิลออนทัวร์ จำกัด
ติดต่อสำนักงาน
บริษัท แองเจิลออนทัวร์ จำกัด
เลขที่ใบอนุญาต 11/09083

18 ซอย27 (บุญศิริ 2) ถนนสุขุมวิท ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ 10270

จันทร์ - ศุกร์ 09.00-18.00 น.
บริการของเรา
บริการจองตั๋วเครื่องบิน
บริการจัดนำเที่ยวในประเทศ
บริการเช่ารถตู้ รถบัสโดยสาร
บริการจัดอบรมประชุมสัมมนา
บริการจองที่พัก โรงแรม รีสอร์ท
ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า
Add LINE Friends via QR Code
ติดตามเรา
home
หน้าหลัก
quatation
ขอใบเสนอราคา
chat
ติดต่อเรา
chat ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า
search ค้นหาโปรแกรมทัวร์
home หน้าหลัก
approval ขอใบเสนอราคา