ทัวร์อุซเบกิสถาน UZBEKISTAN อุซเบกิสถาน…เส้นทางสายไหมในเอเชียกลาง ทาชเค้นท์ - ซามาร์คานด์ - ชาห์ริซาบซ์ - บูคาร่า - คีว่า

ทัวร์อุซเบกิสถาน UZBEKISTAN  อุซเบกิสถาน…เส้นทางสายไหมในเอเชียกลาง ทาชเค้นท์ - ซามาร์คานด์ - ชาห์ริซาบซ์ - บูคาร่า - คีว่า - บริษัท แองเจิลออนทัวร์ จำกัด
รหัสทัวร์
108-27193
วันที่เดินทาง
พ.ค.69/ก.ย.69
ช่วงเวลา
8 วัน 6 คืน
เดินทางโดย
UZBEKISTAN AIRWAYS (HY)

ไฮไลท์

  • ทาชเค้นท์ - ซามาร์คานด์ - ชาห์ริซาบซ์ - บูคาร่า - คีว่า

เลือกวันเดินทาง

วันเดินทางไป - กลับ ผู้ใหญ่ท่านละ พักเดี่ยวเพิ่มเงิน ราคาเด็กท่านละ
15 พ.ค. 69 - 22 พ.ค. 6989,900 บาท13,500 บาทสอบถามเพิ่มเติมจอง
18 ก.ย. 69 - 25 ก.ย. 6989,900 บาท13,500 บาทสอบถามเพิ่มเติมจอง

แผนการเดินทาง

05.00 น. พร้อมกัน ณ สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ชั้น 4 ประตู 5 Row L เคาน์เตอร์สายการบิน Uzbekistan Airways โดยเจ้าหน้าที่บริษัทคอยให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกในการเช็คอินด้านสัมภาระและเอกสารให้กับท่าน

08.10 น. เหินฟ้าสู่ เมืองทาชเค้นท์ โดยสายการบิน Uzbekistan Airways เที่ยวบินที่ HY532 BKK-TAS
(08.10-13.10) (ใช้เวลาบิน 7 ชั่วโมง)

13.10 น. เดินทางถึง สนามบินนานาชาติทาชเค้นท์ เมืองทาชเค้นท์ ประเทศอุซเบกิสถาน หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองพร้อมรับกระเป๋าสัมภาระเรียบร้อยแล้ว เชิญพบกับไกด์ท้องถิ่น แล้วเดินทางมุ่งสู่ใจกลางเมืองหลวง

อุซเบกิสถาน (Uzbekistan) หรือชื่อทางการว่า สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน (Republic of Uzbekistan) ในอดีตสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้ยึดครองดินแดนของประเทศอุซเบกิสถานเมื่อ 367 ปี ก่อนคริสตกาล ต่อมาภายหลังดินแดนนี้ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเปอร์เซียในช่วงคริสต์ ศตวรรษที่ 6 ก่อนจะถูกยึดครองโดยจักรวรรดิมองโกลของท่านเจงกีสข่านในปี ค.ศ.1220 ครั้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ขุนศึกชื่อ ติมูร์ (Timur) ได้มีอำนาจเหนือมองโกลและตั้งอาณาจักรของตนเองขึ้นที่เมืองซามาร์คานด์ ซึ่งติมูร์ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ในการสร้างชาติอุซเบกิสถานในยุคปัจจุบัน

นำท่านชม จัตุรัสเสรีภาพ (Independence Square or Mustakillik Square) เป็นหัวใจของเมืองทาชเค้นท์ เป็นสัญลักษณ์ของความอิสระและอิสรภาพของคนในชาติ คนที่มาที่นี่มาด้วยความฝันและความหวัง ทางเข้าสู่ Mustakillik Square ถูกออกแบบด้วย arch Ezgulik (prosperity) กับนกแปดตัวบินขึ้นสู่ท้องฟ้าผ่านความหวังไปยังใจกลางของจัตุรัสแห่งนี้

อิสระให้ท่านได้เดินช้อปปิ้ง ณ ตลาดท้องถิ่นชอร์ซู (Chorsu Bazaar) ตลาดท้องถิ่นเก่าแก่ขนาดใหญ่ใจกลางเมืองทาชเค้นท์ที่มีเอกลักษณ์คือ ตลาดแห่งนี้ตั้งอยู่ภายใต้โดมสีฟ้าขนาดใหญ่ ภายในตลาดจำหน่ายอาหารสด ผลไม้แห้ง เครื่องเทศ เนื้อสัตว์ ขนมปังพื้นเมือง รวมไปถึงสินค้าท้องถิ่นและ
ของที่ระลึก ถือว่าเป็นสถานที่ที่สะท้อนวิถีชีวิต วัฒนธรรม และสีสันของชาวอุซเบกได้อย่างชัดเจน

เย็น รับประทานอาหารเย็น

เข้าสู่โรงแรมที่พัก Mercure Tashkent South Hotel 4* หรือเทียบเท่า

เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม

08.30 น. ขึ้นรถไฟความเร็วสูงเพื่อเดินทางสู่ เมืองซามาร์คานด์ โดยรถไฟ Afrosiyab Train No. 764 (08.30-10.38) (ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 8 นาที)

10.38 น. เดินทางถึง เมืองซามาร์คานด์ (Samarkand) เมืองโบราณเก่าแก่อายุกว่า 2,500 ปี และเป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากเมืองทาชเค้นท์ มีชื่อเรียกในอดีตว่า มาราคานดา (Marakanda) ในอดีตพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชเคยนำกองทัพเข้ามายึดครองเมืองนี้ และได้แต่งงานกับสาวพื้นเมืองนามว่า โรแซนา (Roxana) หลังจากนั้นได้ถูกเปลี่ยนมือไปอยู่ภายใต้กองทัพเติร์ก อาหรับ มองโกล และกษัตริย์ติมูร์เคยเลือกเมืองซามาร์คานด์ เป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิติมูร์

นำท่านชม จัตุรัสเรจิสถาน (Registan Square) เป็นสัญลักษณ์สำคัญของซามาร์คานด์ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง สถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ของจัตุรัสแห่งนี้ทำให้มีชื่อเสียงระดับโลก จัตุรัสถูกล้อมรอบด้วยโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม (มาดราซาห์) ขนาดใหญ่จากสามด้าน โดยมีประตูทางเข้าหันหน้าเข้าสู่ใจกลางจัตุรัส ได้แก่ อูลุคเบก เชอร์-ดอร์ และทิลลา-โคริ มาดราซาห์เหล่านี้สร้างขึ้นโดยผู้ปกครองสองพระองค์ในต่างยุคสมัย อาคารมาดราซาห์แต่ละหลังมีรูปแบบการตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและงดงามด้วยกระเบื้องลายโมเสคที่มีความละเอียดอ่อนช้อยขั้นสูงสุดของอารยธรรมเอเชียกลาง ด้วยอาคารเหล่านี้ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ในเขตเมือง ทำให้ซามาร์คานด์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปีค.ศ. 2001

นำท่านชม สุสานหลวงกูร์-เอ-อามีร์ (Gur-e-Amir Mousoleum) สร้างขึ้นในปีค.ศ.1404 เป็นภาษาเปอร์เซีย แปลว่า "สุสานของกษัตริย์" ภายในเป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์มองโกลผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่ง คือ อามีร์ ติมูร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ทาเมอร์เลน หรือ ติมูร์ผู้พิการ เนื่องจากพระองค์มีอาการขาเป๋ อันเป็นผลมาจากการบาดเจ็บที่ได้รับในสงคราม กษัตริย์ติมูร์เป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์ติมูริด (ค.ศ.1370-1507) และจักรวรรดิที่รุ่งเรืองที่สุดในยุคนั้นแผ่ขยายไปไกลจากอินเดียตอนเหนือไปจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ท่านติมูร์ใช้ความโหดร้าย บางครั้งก็ป่าเถื่อนในการสร้างจักรวรรดิ แต่พระองค์ก็เป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปะที่ยิ่งใหญ่ทำให้เอเชียกลางเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมภายใต้การปกครองของพระองค์และผู้สืบทอดตำแหน่ง อาคารแห่งนี้สร้างโดยทายาทของติมูร์ มีความสำคัญในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม สุสานแห่งนี้เป็นต้นแบบและแบบอย่างของสุสานโมกุลในยุคต่อมา รวมถึงสุสานที่พบในสวนของบาบูร์ในคาบูล สุสานฮูมายุนในเดลี และทัชมาฮาลในอัครา แท้จริงแล้ว ติมูร์เป็นทวดของบาบูร์ ผู้ก่อตั้งราชวงศ์โมกุล สุสานแห่งนี้ถูกเปิดในปีค.ศ. 1941 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวโซเวียต ซึ่งได้สร้างใบหน้าของติมูร์ขึ้นใหม่จากกะโหลกศีรษะของเขาและยืนยันได้ว่าเขาสูง 172 เซนติเมตร และน่าจะเดินกะเผลกอย่างเห็นได้ชัด

นำท่านชม มัสยิดบีบี คานุม (Bibi-Khanum Mosque) สร้างขึ้นช่วงปี ค.ศ.1399-1404 โดยคำสั่งของท่าน อามีร์ ติมูร์ โดยชื่อ บีบี คานุม มาจากชื่อของพระมเหสีนั่นเอง มัสยิดเเห่งนี้เคยเป็นหนึ่งในมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกมุสลิมช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 มีความโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบติมูริด มีโดมขนาดใหญ่ ประตูสูง และตกแต่งด้วยกระเบื้องสีฟ้า-น้ำเงิน

กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน

แล้วนำท่านชม กลุ่มสถาปัตยกรรมชาฮี-ซินดา (Shakhi-Zinda Complex) เป็นสุสานยุคกลางและกลุ่มสถาปัตยกรรมที่งดงามตระการตา มีความหมายว่า "สุสานของกษัตริย์ผู้มีชีวิต" มีชื่อเสียงในด้าน "ถนนแห่งสุสาน" มีลักษณะเด่นคือสุสานเรียงรายตามทางเดินแคบๆ ที่ประดับประดาด้วยกระเบื้องเคลือบสีฟ้า-น้ำเงินสดใสและสถาปัตยกรรมยุคติมูริด สะท้อนให้เห็นถึงศิลปะของเอเชียกลางมาหลายศตวรรษตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11-19 เพื่อเป็นเกียรติแก่ราชวงศ์ ขุนนาง และบุคคลสำคัญทางศาสนา เช่น กุซาม อิบนุ อับบาส ญาติของศาสดามูฮัมหมัด ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่แสวงบุญสำคัญ และที่สำคัญคือที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปีค.ศ. 2001

พาท่านชม หอดูดาวอูลุคเบก (Observatory of Ulugbek) ถูกสร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1420 โดยนัก วิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 15 หลานชายของติมูร์ชื่อว่า อูลุคเบก (ค.ศ. 1394-1449) ตามแผนผัง หอดูดาวเป็นอาคารทรงกลมสามชั้น มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 46.4 เมตร และสูงอย่างน้อย 30 เมตร ภายในมีแท่นหินอ่อน ส่วนเครื่องมือหลักของหอดูดาวคือ (Sextant) ไม้บรรทัดวัดมุมหินอ่อนที่มีรัศมีส่วนโค้ง 40.2 เมตร และความยาวส่วนโค้ง 63 เมตร ส่วนใหญ่ของเครื่องมือวัดมุมขนาดมหึมานี้ตั้งอยู่ใต้ดิน ใต้พื้นของหอดูดาวลึกกว่า 10 เมตร ส่วนครึ่งหลังของไม้บรรทัดสูงขึ้นจากพื้นดิน 28 เมตรและน่าจะวางอยู่บนหอคอยสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งปัจจุบันไม่เหลืออยู่แล้ว ไม้บรรทัดนี้ตั้งอยู่ในทิศทางจากทิศใต้ไปทิศเหนือ นั่นคือระนาบของเส้นเมริเดียน ใช้เพื่อกำหนดความสูงของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดาวเคราะห์เหนือขอบฟ้าในขณะที่พวกมันเคลื่อนผ่านเส้นเมริเดียนท้องฟ้า รวมถึงวัดระยะทางเชิงมุมระหว่างดวงดาวและสังเกตดาวฤกษ์ที่สว่าง ขนาดที่ใหญ่ของไม้บรรทัดทำให้สามารถทำการสังเกตการณ์ด้วยความแม่นยำสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สามารถกำหนดพิกัดได้ ที่นี่จึงได้รับการยอมรับโดยบรรดานักวิชาการว่าเป็นหนึ่งในหอดูดาวที่สำคัญที่สุดของโลกในยุคกลาง รวมถึงยังใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง ในบรรดาการศึกษาทางดาราศาสตร์มากมายที่อูลุคเบกดำเนินการ ณ หอดาราศาสตร์แห่งนี้ ผลงานที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ กูร์กัน ซิจ - แคตตาล็อกดาวที่มีชื่อเสียง ประกอบ ด้วยคำอธิบายของดาวฤกษ์ 1,018 ดวง อูลุกเบกได้กำหนดความยาวของปีดาวฤกษ์ไว้ที่ 365 วัน 6 ชั่วโมง 10 นาที และ 8 วินาที ที่น่าประหลาดใจคือ การสังเกตการณ์ของนักดาราศาสตร์แห่งซามาร์คานด์นั้นดำเนินการโดยปราศจากเครื่องมือทางแสง แต่ใช้เพียงสายตาเปล่าเท่านั้น

อิสระให้ท่านเดินช้อปปิ้ง ณ ตลาดกลางประจำเมืองซามาร์คานด์ (Siab Bazaar) ตลาดสดขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่กว่า 7 ไร่ เป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมมากที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองซามาร์คานด์ ภายในมีร้านขายของมากมายให้ได้เลือกซื้อ อาทิเช่น อาหารสด เนื้อสัตว์ต่างๆ ถั่วหลากหลายชนิด ผลไม้ท้องถิ่นตามฤดูกาล รวมไปถึงภาชนะ ถ้วย จาน ชาม ลายกระเบื้องเคลือบหลากสีสัน

เย็น รับประทานอาหารเย็น

เข้าสู่โรงแรมที่พัก Hilton Garden Inn Samarkand Afrosiyob Hotel 4* หรือเทียบเท่า

เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม

เช้านี้ออกเดินทางสู่ เมืองซาห์ริซาบซ์ (Shahrisabz) <90KMS/2HRS> เดิมชื่อเคช (Kesh) และสันนิษฐานว่าเป็นเมืองโบราณนาวทากา ชาห์ริซาบซ์เป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของเอเชียกลาง ก่อตั้งขึ้นเมื่อกว่า 2,700 ปีที่แล้ว เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอะเคเมนิดหรือเปอร์เซียตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล และเป็นเมืองบ้านเกิดของท่านอามีร์ ติมูร์ ในปีค.ศ.1336 เนื่องจากเป็นเมืองศูนย์ กลางทางประวัติศาสตร์และมีสถานที่ที่สำคัญที่โดดเด่นหลายแห่ง ทำให้เมืองซาคีร์ซาบซ์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปีค.ศ. 2000

นำท่านชม พระราชวังอัคซาราย (Ak Saray Palace) เป็นพระราชวังฤดูร้อนของติมูร์ถูกวางแผนให้เป็นสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาสิ่งก่อสร้างทั้งหมดของติมูร์ สร้างในปีค.ศ.1380-1404 โดยช่าง ฝีมือที่ติมูร์เนรเทศมาจากแคว้น Khwarezm ที่เพิ่งพิชิตได้ น่าเสียดายที่เหลือเพียงบางส่วนของซุ้มหอประตูขนาดมหึมาสูง 65 เมตรเท่านั้น ซึ่งประดับด้วยโมเสกสีน้ำเงิน ขาว และทอง รูปปั้นใหม่ของติมูร์ตั้งอยู่ใจกลางพระราชวังเดิม ทำให้สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของพระราชวังดั้งเดิม อัคซารายจึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การของยูเนสโกในปีค.ศ. 2000

นำท่านชม สุสานจาฮันกีร์ (Mausoleum of Jahangir) เป็นที่ตั้งของหลุมฝังศพของจาฮันกีร์ โอรสองค์โตซึ่งเป็นที่โปรดปรานของติมูร์ ผู้พิชิตชาวเติร์ก-มองโกล ซึ่งสิ้นพระชนม์ในปีค.ศ.1376 เมื่อพระ ชนมายุ 22 พรรษา สุสานนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอาคารโดรุส-ซาโอดัตขนาดใหญ่ สร้างขึ้นราวปี ค.ศ.1392 เป็นสิ่งก่อสร้างสำคัญของราชวงศ์ติมูร์ในบ้านเกิดของติมูร์ <ซึ่งแตกต่างจากสุสานของจาฮันกีร์ จักรพรรดิโมกุลที่มีชื่อเสียงมากกว่าในเมืองลาฮอร์ ประเทศปากีสถาน> และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกโดยยูเนสโกในชาห์ริซับซ์ กลุ่มอาคารนี้ตั้งอยู่ในบริเวณอุทยานพระราชวังอัค-ซาราย

นำชม มัสยิดกอกกุมบาซ (Kok Gumbaz Mosque) สร้างขึ้นในช่วงปีค.ศ.1435-1436 เป็นมัสยิดประจำวันศุกร์ที่ใหญ่ที่สุดในชาห์ริซาบซ์ สร้างโดยอูลุคเบก ลักษณะอาคารเป็นโดมขนาดใหญ่ถูกตก แต่งด้วยกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินตามสไตล์อุซเบกิสถาน คำว่า “Kok Gumbaz” แปลว่า โดมสีน้ำเงิน

นำท่านชม สุสานกุมบาซี เซยีดอน (Gumbazi Sayidon Mausoleum) สุสานแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณจัตุรัสกลางเมืองชาห์ริซาบซ์ เป็นสุสานที่เล็กที่สุดในกลุ่มอาคาร Dorut Tilovat ที่สร้างโดยอูลุคเบก ถูกสร้างขึ้นในช่วงปีค.ศ.1437 เพื่อใช้เป็นที่เก็บศพของตนเองและคนภายในครอบครัว

กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน

นำท่านชม มัสยิดคาซราตี อิหม่าม (Khazrati Imam Mosque) เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์และศาสนาที่สำคัญ มัสยิดแห่งนี้ได้รับการยกย่องเรื่องความงดงามทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์อันยาวนาน นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับอิหม่าม อัล-บุคอรี นักวิชาการอิสลามผู้เป็นที่เคารพนับถือในโลกมุสลิมจากการรวบรวมหะดีษ (Hadith: บันทึกคำพูด การกระทำ และการยอมรับของท่านศาสดา มูฮัมหมัด) ที่น่าเชื่อถือที่สุดแห่งหนึ่ง จึงเป็นสถานที่แสวงบุญที่สำคัญและเป็นตัวอย่างอันงดงามของสถาปัตยกรรมอิสลาม

คณะออกเดินทางต่อไปยัง เมืองบูคาร่า (Bukhara) <270KMS/5HRS> ระหว่างทาง ท่านจะได้เห็นทะเลทราย ทุ่งหญ้า ภูเขา (ทะเลทรายในเอเชียกลางไม่เหมือนกับทะเลทรายในโลกอาหรับ) และเขตอนุรักษ์ธรรมชาติจากระยะไกล รวมถึงจะได้พบเห็นโรงกลั่นน้ำมันและบริษัทผลิตก๊าซอีกด้วย

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ

เข้าสู่โรงแรมที่พัก Paradise Plaza hotel 4*,Bukhara หรือเทียบเท่า

เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม

เมืองบูคาร่า (Bukhara) ตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหมโบราณ มีอายุมากกว่าสองพันปี ทั้งเป็นที่พักของกองคาราวานและศูนย์กลางการค้าของเส้นสายไหม และเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดของเมืองอิสลามในเอเชียกลางที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 10-17 โดยมีโครงสร้างเมืองที่ยังคงสภาพสมบูรณ์เป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นซากปรักหักพังที่สำคัญบางส่วนจากก่อนการรุกรานของมองโกลโดยเจงกิสข่านในปีค.ศ.1220 และติมูร์ในปีค.ศ.1370 เขตเมืองเก่าเป็นพยานถึงความเป็นเมืองและสถาปัตยกรรมในยุคการปกครองของราชวงศ์ชีบานี (ชาบานิด) แห่งอุซเบก (ค.ศ.1500-1599) ส่วนป้อมปราการซึ่งสร้างขึ้นใหม่ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นศูนย์กลางการปกครองของเมืองมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน

นำท่านชม กลุ่มอาคารโป-อี กัลยาน (Po-i-Kalyan Complex) ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘หัวใจที่เต้นรัว’ ของเมืองเก่าบูคารา ส่วนชื่อโป-อี กัลยาน หมายถึง “ฐานเชิงของสิ่งยิ่งใหญ่” มาจากที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงหออะซานกัลยานนั่นเอง

หออะซานกัลยาน (The Kalyan Minaret) เป็นหอคอยอิฐโคลนทรงเรียวที่สูงตระหง่านเหนือเมืองประมาณ 45 เมตร หอคอยกัลยานที่สร้างขึ้นในปีค.ศ.1127 โดยนักสถาปนิกชื่อบาโก ในรัชสมัยของกษัตริย์โมฮัมหมัด อาร์สลัน ข่าน แห่งราชวงศ์คาราคานิด บาโกสั่งให้ขุดฐานรากให้ลึกถึง 13 เมตร และบังคับให้คนงานใช้ปูนพิเศษที่ผสมกับเลือดวัว นมอูฐ และไข่ ปูนใช้เวลาสองปีในการแข็งตัวและได้ผลอย่างแน่นอน เพราะหอคอยยังคงตั้งตระหง่านอยู่จนถึงทุกวันนี้ โดยไม่จำเป็นต้องบูรณะเลย

เมื่อครั้งที่เจงกิสข่านบุกเข้ามาในแถบนี้หลังจากที่เห็นมันจากระยะไกลขณะที่เขาขี่ม้าข้ามทุ่งหญ้า และประทับใจมาก เขาจึงสั่งงดทำลายหอคอยนี้ในขณะที่ทุกสิ่งรอบข้างถูกทำลาย มันจึงเป็นอาคารเพียงแห่งเดียวที่ยังคงยืนหยัดอยู่เมื่อเขาออกจากเมือง ปัจจุบันนักท่องเที่ยวสามารถปีนขึ้นบันไดวนอิฐ 104 ขั้นที่บิดตัวขึ้นไปด้านในรอบเสาได้ เพื่อชมวิวทิวทัศน์จากด้านบน ที่นี่จึงเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญและโดดเด่นที่สุดในเมืองบูคาร่า

มัสยิดกัลยาน (Kalyan Masjid) เดิมถูกสร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8 เป็นมัสยิดที่เจงกิสข่านสั่งให้ทำลายทั้งเมืองบูคาราทั้งหมด มัสยิดถูกเผาจนเหลือแต่เถ้าถ่าน มัสยิดที่สร้างขึ้นใหม่รู้จักกันในชื่อมัสยิดจุมอะห์หรือมัสยิดวันศุกร์ ถูกสร้างโดยราชวงศ์ชาบานิดในปีค.ศ. 1514 ตั้งแต่นั้นมาก็ทำหน้าที่เป็นมัสยิดหลักของเมือง สามารถรองรับผู้ละหมาดได้มากกว่า 10,000 คน มัสยิดมีลานกว้างขวางสวยงามซึ่งถูกล้อมรอบด้วยเสา 208 ต้นและโดม 288 หลัง โดมที่โดดเด่นที่สุด คือโดมสีน้ำเงิน (Kok Gumbaz) ซึ่งใต้โดมนั้นมีมิห์ราบ (ซุ้มละหมาด) ที่ปิดทอง รวมถึงโครงสร้างแปดเหลี่ยมที่แปลกตาซึ่งออกแบบมาเพื่อปรับปรุงเสียงภายในอาคารโดยจะขยายเสียงของอิหม่ามขณะที่ท่านกล่าวเทศนาในวันศุกร์

โรงเรียนสอนศาสนามีร์-อิ อาหรับ (Mir-i Arab Madrasah) อยู่ตรงข้ามกับมัสยิด ซึ่งสร้างโดยชีค อุบัยดุลลาห์ ข่าน แห่งราชวงศ์ชาบานิดในปีค.ศ.1535 มรดกที่เขาสร้างขึ้นถือเป็นหนึ่งในสถานศึกษาที่สำคัญที่สุดในโลกอิสลาม มาดราซานี้ได้รับการตั้งชื่อว่า “มีร์-อิ อาหรับ” (เจ้าชายแห่งชาวอาหรับ) ตามชื่อของชีค อับดุลลาห์ แห่งเยเมน ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางจิตวิญญาณของบรรดาผู้ปกครองหลายคน รวมถึงอุบัยดุลลาห์ ข่าน สิ่งน่าทึ่งที่มาดราซาแห่งนี้ยังคงเปิดทำการอย่างเต็มรูปแบบนับตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ยกเว้นช่วงปีค.ศ.1925-1946 เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เปิดทำการในวงจำกัดด้วยเหตุ ผลทางการเมืองในช่วงยุคโซเวียต ปัจจุบันมีนักเรียนประมาณ 180 คนจากอุซเบกิสถานและทั่วเอเชียกลาง

นำท่านชม มัสยิดมากอกี-อัตโตริ (Magoki-Attari Mosque) เป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียกลางที่ยังคงหลงเหลืออยู่ และสร้างขึ้นบนที่ตั้งของวิหารโมห์ก่อนยุคอิสลามของศาสนาโซโรแอสเตอร์ การขุดค้นพบว่ามีมัสยิดหกเสาอยู่แล้วตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 ในยุคราชวงศ์ซามานิด ต่อมามัสยิดได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในคริสต์ศตวรรษที่ 12 เนื่องจากโครงสร้างเดิมถูกไฟไหม้จนราบเรียบเป็นหน้าดินในเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ทั่วเมืองในปี ค.ศ. 937 ปัจจุบันประตูทางทิศใต้เป็นส่วนหนึ่งของโครง สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ส่วนประตูทางทิศตะวันออกที่มีโดมนั้นถูกสร้างเพิ่มเติมในปีค.ศ. 1547

ส่วนแรกของชื่อมากอกี-อัตโตริ หมายถึง 'มัสยิดในหลุม' และหมายถึงชั้นทางวัฒนธรรมที่ลึกหกเมตรของมัสยิด ซึ่งมีซากปรักหักพังของอารามพุทธและวิหารโซโรแอสเตอร์ ส่วนที่สอง 'อัตโตริ' หมายถึงผู้ขายสมุนไพร (อัตเตอร์) ที่วางขายเครื่องเทศของพวกเขาในตลาดที่คึกคักแห่งนี้ ปัจจุบันมัสยิดแห่งนี้ถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์พรม

กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน

นำท่านชม เลียบิเคาซ์ (Lyab-i Khauz Complex) กลุ่มอาคารนี้เป็นศูนย์กลางของเมืองโบราณบูคาร่าอันเลื่องชื่อและงดงามที่มีอายุ 3,000 ปี ส่วนชื่อ “เลียบีเคาซ์” มีความหมายตรงตัวว่า “ขอบสระน้ำ” ซึ่งก่อสร้างขึ้นในปีค.ศ.1620 สระน้ำแห่งนี้ได้รับน้ำจากแม่น้ำซาราฟชัน และมีความสำคัญยิ่งสำหรับผู้อยู่อาศัยในเมืองทะเลทรายที่ขาดแคลนน้ำและหาได้ยาก จัตุรัสซึ่งล้อมรอบด้วยโรงเรียนสอนศาสนาคูเกลดาช คานากา และนาดีร์ ดิวัน เบกี กลายเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับชาวเมืองในยุคกลางในการจับจ่ายซื้อของ เข้าร่วมงานเทศกาล หรือเพียงแค่หลบความร้อนในฤดูร้อน เพราะที่นี่ถูกล้อมรอบด้วยต้นหม่อนจำนวนมากในคริสต์ศตวรรษที่15 ปัจจุบันเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติและยังคงเป็นสถานที่ยอดนิยมในหมู่ชาวเมืองและนักท่องเที่ยว

นำท่านชม สุสานซามานิด (Samanid Dynasty Mausoleum) ตั้งอยู่ในเขตสวนสาธารณะซามานีสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 905 สมชื่อที่บ่งบอก สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ซามานิด การก่อสร้างเริ่ม ต้นโดยเอมีร์อิสมาอิล ซามานี ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 10 เพื่อฝังศพของบิดาของท่าน คือ อะห์มัด อิบนุ อัสซาด สุสานแห่งนี้เป็นอนุสรณ์สถานมุสลิมที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียกลาง และเป็นอนุสรณ์สถานที่มีความแข็งแรงที่สุด สร้างด้วยอิฐดินเผา รูปลักษณ์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามแสง มีผนังหนาเกือบ 2 เมตร ทำให้สามารถคงอยู่ได้นานถึง 11 ศตวรรษโดยไม่ต้องบูรณะ โดยตัวอาคารเป็นทรงลูกบาศก์ ก่อด้วยอิฐที่มีโค้งทวารทั้ง 4 ด้าน เสาอิฐก่อ 4 มุม และหลังคาก่ออิฐเป็นรูปครึ่งวงกลม สุสานซามานิดเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีหลังคาซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามในศาสนาอิสลาม ที่นี่จึงเป็นสุสานประเภทนี้แห่งแรกและแห่งสุดท้ายในประวัติศาสตร์อิสลาม สุสานนี้ไม่เพียงแต่เป็นที่ฝังศพของเอมีร์อิสมาอิล ซามานี แต่ยังเป็นที่เก็บอัฐิบิดาและหลานของท่าน รวมถึงสมาชิกคนอื่นๆ ของราชวงศ์ซามานิดด้วย

นำท่านชม มัสยิดโบโลเฮ้าส์ (Bolo Hauz Mosque) มัสยิดเก่าแก่ในเมืองบูคาร่า สร้างขึ้นในปีค.ศ.1712 มัสยิดนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามกับป้อมปราการอาร์ค Ark Fortress ตัวอาคารได้มีการออกแบบให้ใช้งานได้ทั้งในช่วงฤดูร้อนและช่วงฤดูหนาว โดยส่วนกลางอาคารถูกหุ้มไว้ด้วยอิฐหนาเพื่อเป็นฉนวนกันร้อนในช่วงฤดูหนาว ต่อมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้มีการสร้างต้นเสาขึ้น 20 ต้น เพื่อเป็นร่มเงาและทำให้อากาศไหลเวียนและถ่ายเทสะดวกสำหรับในช่วงฤดูร้อน

นำท่านชม ป้อมปราการอาร์ค (The Ark Fortress) คือสถาปัตยกรรมที่เป็นสัญลักษณ์อันสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ของเมืองบูคาร่า ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 5 ตัวป้อมปราการมีพื้นที่ถึง 25 ไร่ กำแพงที่ล้อมรอบยาวเกือบ 800 เมตร มีความสูงตั้งแต่ 16-20 เมตร ซึ่งใช้เป็นเกาะกำบังสำหรับป้องกันศัตรูที่จะเข้ามารุกราน ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ด้านวัฒนธรรมของเมือง

นำท่านชม โดมการค้าแห่งอุซเบกิสถาน (Trading Domes) อดีตเป็นหนึ่งในศูนย์แลกเปลี่ยนเงินสำคัญที่สุดของเอเชียกลาง เพราะพ่อค้าจากอินเดีย จีน และเปอร์เซียจะเข้ามาแลกเงินที่นี่ ปัจจุบันเป็นตลาดขายสินค้าท้องถิ่น เช่น พรม ของที่ระลึก และผลงานหัตถกรรมอื่น ๆ

หากมีเวลาเหลือ นำท่านชมการแสดงโชว์พื้นเมือง (Folk Dance) ของชาวอุซเบกด้วยลีลาพลิ้วไหว

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ

เข้าสู่โรงแรมที่พัก Paradise Plaza hotel 4*,Bukhara หรือเทียบเท่า

เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม

คณะออกเดินทางต่อไปยัง เมืองคีว่า (Khiva) <455KMS/6-7HRS> ระหว่างทาง ท่านจะได้เห็นวิวทิวทัศน์ของทะเลทรายและทุ่งหญ้าสเตปป์ตลอดทาง บางส่วนของทางหลวงอยู่ติดกับชายแดนเติร์กเมนิสถาน และอาจได้เห็นอูฐบ้าง

กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ระหว่างทาง

ครั้นเดินทางถึง เมืองคีว่า (Khiva) เป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในอุซเบกิสถาน ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 2500 ปีที่แล้ว เป็นเมืองโอเอซิสที่สวยงาม ภายในเมืองยังมีอิชาน เมืองเดียวที่มีปราสาทตั้งอยู่ ป้อมปราการที่แท้จริงซึ่งมีอายุย้อนไปถึงยุคกลาง ตามตำนานเล่าว่า เมืองนี้เกิดขึ้นรอบบ่อน้ำเฮย์วัก ซึ่งขุดขึ้นตามคำสั่งของซอม บุตรชายของศาสดาโนอาห์ที่กล่าวถึงในคัมภีร์ไบเบิล ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน เมืองคีว่าเคยอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ต่างๆ ของผู้ปกครองโครเรซม แต่ก็เป็นเมืองหลวงมาตั้งแต่สมัยโบราณ อาคารสถาปัตยกรรมเกือบทุกอย่างได้รับการอนุรักษ์อย่างดีไว้ในรูปแบบดั้งเดิม จึง ทำให้เมืองโบราณคีว่าได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปีค.ศ. 1990

เย็น รับประทานอาหารเย็น

เข้าสู่โรงแรม Kamil Palace Hotel 4*, Khiva หรือเทียบเท่า

เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม

เริ่มต้นเที่ยวพาชมเมืองโบราณคีว่า ณ อิชาน-กาลา (Itchan-Qala) เป็นป้อมปราการชั้นในของเมืองโบราณคีว่า และเป็นจุดพักสุดท้ายของกองคาราวานก่อนข้ามทะเลทรายไปยังเปอร์เซีย ภายในป้อม อิชาน-กาลามีพื้นที่ 162 ไร่ โดยสร้างขึ้นตามประเพณีการสร้างเมืองแบบโบราณของเอเชียกลาง โดยเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้านเท่า (650X400 เมตร) ยาวจากทิศใต้ไปทิศเหนือ และล้อมรอบด้วยกำแพงป้อมปราการอิฐสูงถึง 10 เมตร ซึ่งเป็นที่ตั้งของสิ่งก่อสร้างโบราณขนาดใหญ่ 51 แห่ง และบ้านเรือน 250 หลัง แสดงให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นหลากหลายรูปแบบ อาทิเช่น มัสยิด โรงเรียนสอนศาสนา และสุสานมากมาย ที่นี่จึงเป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมมุสลิมของเอเชียกลางที่สมบูรณ์และได้ รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี อันรวมถึงการมีส่วนร่วมอันโดดเด่นของช่างฝีมือชั้นครูแห่งโครเรซเมียนในสถาปัตยกรรมเอเชียกลาง

นำท่านชม ป้อมปราการคูห์นาอาร์ก (Kuhna Ark Fortress) ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 12 และขยายเพิ่มเติมตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นไป คูห์นาอาร์กเป็นป้อมปราการที่เข้มแข็งตั้งอยู่ใจกลางเมืองคีวา ติดกับกำแพงด้านตะวันตกของอิชาน-กาลา ใช้เพื่อเป็นที่พำนักของผู้ปกครองข่านและสมาชิกในครอบครัว ฮาเร็ม ที่ปรึกษาและข้าราชบริพารจำนวนมาก โครงสร้างหลักของป้อมในปัจจุบันสร้างขึ้นครั้งแรกโดยอารังข่าน (ครองราชย์ ค.ศ.1688-1694) แต่ถูกทำลายไปมากในช่วงการรุกรานของเปอร์เซียในคริสต์ศตวรรษที่ 18 อาคารในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นผลงานของอินาค อิลตูเซอร์ (ครองราชย์ ค.ศ.1804-1806) และผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขา เช่น มูฮัมหมัด ราฮิม ข่านที่ 1 (ครองราชย์ ค.ศ.1806-1825) และอัลลาห์ กูลี ข่าน (ครองราชย์ ค.ศ.1825-1842) อิลตูเซอร์เป็นผู้ก่อ ตั้งราชวงศ์กุงกราตซึ่งปกครองคีว่าจนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เมื่อนครรัฐถูกผนวกเข้าเป็นรัฐในอา รักขาของรัสเซีย ด้วยพื้นที่ประมาณ 7 ไร่ ป้อมปราการคูห์นาอาร์กเป็นอาคารที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาอาคารของเมืองโบราณคีว่า ป้อมปราการมีทางเข้าหลักเพียงทางเดียวคือ ประตูทางทิศตะวันออกที่ขนาบข้างด้วยหอคอยทรงกระบอกสองแห่ง กำแพงสูงที่ด้านบนมีเชิงเทินเพื่อใช้ป้องกันศัตรู ภายในมีพื้นที่ถูกจัดแบ่งเป็นโซนต่างๆ ที่แยกจากกัน โดยจัดเรียงรอบลานภายใน ได้แก่ ห้องรับรองอย่างเป็นทางการ (kurinishkhana) มัสยิด โรงกษาปณ์ และฮาเร็ม

พาแวะชม สุเหร่าอัค (Ark Mosque) (สร้างระหว่างปีค.ศ.1838-1842) หรือ "มัสยิดสีขาว" เป็นมัสยิดประจำเขตขนาดเล็ก ประกอบด้วยพื้นที่ภายในทรงโดมล้อมรอบด้วยระเบียงโดยรอบทั้ง 3 ด้านที่รอง รับด้วยเสาไม้แกะสลัก สถาปัตยกรรมของมัสยิดนี้จึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การสำรวจทางโบราณคดีพบว่าฐานรากของมัสยิดลึกลงไปในดินถึงสี่เมตร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่มากในการก่อสร้าง

จากนั้นนำชม หอคอยกัลตา มินอร์ (Kalta Minor Minaret) หอคอยที่ยังสร้างไม่เสร็จแห่งเมืองคีว่าเริ่มสร้างในปีค.ศ.1851 โดยมูฮัมหมัด อามิน ข่าน ผู้ปกครองเมืองคีว่า เป็นสถาปัตยกรรมที่ตั้งใจให้สูงกว่า 70 เมตร การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของข่านขณะตั้งค่ายอยู่ในสนามรบเปอร์เซียในปีค.ศ.1855 ทำให้โครงการนี้ต้องยุติลงเมื่อหอคอยสร้างเสร็จเพียง 26 เมตร อย่างไรก็ตาม แม้จะยังสร้างไม่เสร็จ โครงสร้างก็งดงามตระการตา ปกคลุมด้วยกระเบื้องสีฟ้าอมเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของคีว่าและลวด ลายเรขาคณิตต่างๆ แถบกระเบื้องใกล้ส่วนบนล้อมรอบหอคอยพร้อมจารึกด้วยอักษรนัสตาลีก ซึ่งเป็นแบบอักษรวิจิตรที่ใช้กันทั่วไปในการเขียนภาษาเปอร์เซีย

กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน

นำท่านชม มัสยิดจูมา (Djuma Mosque) (ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18) มัสยิดวันศุกร์แห่งเมืองคีว่า มัสยิดแห่งนี้ได้รับการออกแบบเพื่อรองรับผู้มาละหมาดจำนวนมากอย่างเท่าเทียมกันต่อหน้าอิหม่ามและอัลลอฮ์ ด้วยเหตุนี้จึงแตกต่างอย่างมากจากสถาปัตยกรรมแบบเปิดโล่งที่มีลานเป็นศูนย์กลางซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปในเมืองคีว่า ห้องละหมาดมีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณ 55 x 46 เมตรต่อด้าน และสร้างเป็นห้องโถงแบบไฮโปสไตล์ที่มีเสาไม้คารากาชา (ไม้เอล์มดำ) จำนวน 213 ต้นเรียงเป็นตาราง นอกจากช่องแสงเล็กๆ สองช่องและทางเข้าเล็กๆ ทั้งสี่ด้านของโถงแล้ว ไม่มีหน้าต่างหรือช่องเปิดอื่นๆ สู่โลกภายนอก ทำให้บรรยากาศภายในมืดสลัวและเงียบสงบ ซึ่งแม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังเป็นที่หลบแดดร้อนระอุของเมืองคีว่าได้เป็นอย่างดี มัสยิดแห่งนี้สร้างขึ้นบนซากปรักหักพังของมัสยิดเก่าที่ตั้งอยู่บนสถานที่เดียวกัน และมีหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นว่ามีการนำวัสดุจากการบูรณะต่างๆ มาใช้ซ้ำตลอดหลายศตวรรษ ตัวอย่างเช่น ต้นเสาที่เก่าแก่ที่สุด 4 ต้นถูกสร้างขึ้นในช่วงคริสต์ ศตวรรษที่ 10 และนำมาจากเมืองกาฐ เมืองหลวงของอาณาจักรโครเรซเมีย เสาอีก 17 ต้นถูกนำมาจากสถานที่เดียวกันนั้นอย่างน้อยหนึ่งศตวรรษต่อมา ส่วนเสาที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่สร้างขึ้นในคริสต์ ศตวรรษที่ 17-18 แม้ว่าเสาเหล่านี้จะดูเหมือนกันหมดในแวบแรก แต่การตกแต่งเฉพาะเจาะจงนั้นแตกต่างกันไปตามอายุ

พาท่านชม พระราชวังทอช-ฮอฟลี (Tosh-Hovli Palace) ซึ่งมีความหมายว่า “บ้านหิน” เป็นพระ ราชวังที่มีการตกแต่งภายในที่หรูหราที่สุดของเมืองคีว่า ประดับประดาด้วยกระเบื้องเซรามิกสีน้ำเงิน เสาไม้แกะสลัก และซุ้มประตูที่วิจิตรบรรจง สร้างโดยอัลลาคูลี ข่าน ในช่วงระหว่างปีค.ศ.1832-1841 กล่าวกันว่ามีห้องมากกว่า 150 ห้อง ไม่ว่าจะเป็น ห้องรับแขก ห้องนางสนม ห้องบรรทมของท่านข่าน ห้องบัลลังก์ และอีวาน (ระเบียงมีหลังคา) อันหรูหรา รวมถึงรถม้าอันงดงามที่สร้างขึ้นในปีค.ศ.1872

นำท่านชม กลุ่มอาคารอิสลาม-โคจา (Islam-Khodja Complex) สร้างระหว่างปีค.ศ.1908-1910 ประกอบด้วยโรงเรียนสอนศาสนาและหอคอยมินาเร็ต สถานที่แห่งนี้ตั้งชื่อตามอิสลาม โคจา ซึ่งเป็นมหาเสนาบดี (และเป็นลูกพี่ลูกน้องคนแรก) ของมูฮัมหมัด ราห์มี บาฮาดูร์ที่ 2 ผู้ปกครองคีว่าตั้งแต่ปี ค.ศ.1864-1910 อิสลาม โคจาเป็นผู้ปฏิรูปที่ทันสมัยที่นำสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆ มาสู่เมืองคีว่า รวมถึงโรงพยาบาล ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข และโรงเรียนที่ไม่ขึ้นกับศาสนา แม้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่จนได้เห็นหอคอยแห่งนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์ แต่เขาก็ถูกแทงเสียชีวิตในปีค.ศ.1913 หอคอยมีความสูงทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 57 เมตร ตัวหอคอยค่อยๆ เรียวลงตามความสูง พร้อมกับส่วนโค้งที่เด่นชัด พื้นผิวของหอคอยประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียว น้ำเงิน ขาว และน้ำตาล จัดเรียงเป็นลวดลายเรขาคณิตอย่างง่าย ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในเมืองคีว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปบนหอคอยได้

นำท่านชม สุสานปาห์ลาวัน มาห์มุด (Pahlavan Mahmud Mausoleum) ปาห์ลาวัน มาห์มุด เป็นกวีและนักมวยปล้ำชาวอิหร่านที่มีชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ.1247-1326 มาห์มุดได้รับการยกย่องให้เป็นแบบอย่างของอัศวินอิหร่าน และในด้านความสำเร็จทางวรรณกรรมและกีฬา แม้ว่าเขาจะไม่ใช่บุคคลสำคัญทางศาสนาโดยตรง แต่สุสานของเขากลายเป็นสถานที่แสวงบุญยอดนิยมทั้งในเมืองคอย (ในอิหร่าน) และเมืองคีว่า (ในอุซเบกิสถาน) ซึ่งทั้งสองเมืองต่างอ้างว่ามาห์มุดเป็นบุคคลสำคัญของตน

ในปี ค.ศ. 1810 ผู้ปกครองของราชวงศ์กุงกราต โมฮัมหมัด ราฮิมที่ 1 (ครองราชย์ ค.ศ.1806-1825) ได้ยกย่องมาห์มุดให้เป็นนักบุญอุปถัมภ์ของอาณาจักร และเริ่มตกแต่งสุสานของเขาให้สวยงาม โดยส่วนสำคัญที่สุดคือ ห้องโถงทรงโดมขนาดใหญ่ที่ประดับด้วยโดมสีน้ำเงินแบบติมูริดซึ่งเป็นแห่งเดียวในเมืองโบราณคีว่า งานกระเบื้องเคลือบที่ประดับประดาด้วยรูบาอี (บทกวีเปอร์เซีย) ของมาห์มุดตั้ง อยู่ทั่วทั้งบริเวณ

เย็น รับประทานอาหารเย็น

18.00 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติอูร์เกนช์ <40KMS/50MIN> เพื่อเตรียมตัวเช็คอินสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ

20.15 น. เหินฟ้าสู่ เมืองทาชเค้นท์ โดยสายการบิน Uzbekistan Airways เที่ยวบินที่ HY054 UGC-TAS
(20.15-21.35) (ใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง 20 นาที)

21.35 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติทาชเค้นท์ หลังรับกระเป๋าสัมภาระแล้ว เดินทางไปโรงแรมที่พัก

เข้าสู่โรงแรมที่พัก Mercure Tashkent South Hotel 4* หรือเทียบเท่า

เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม

นำท่านชม จัตุรัสอามีร์ ติมูร์ (Amir Temur Square) ตั้งอยู่ใจกลางเมืองทาชเคนต์ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและหลากหลาย เดิมทีสร้างขึ้นเป็นสวนสาธารณะกลางของเมืองทาชเคนต์ใหม่ในปีค.ศ. 1870 จวบจนกระทั่งปีค.ศ.1993 จัตุรัสแห่งนี้จึงได้รับชื่อปัจจุบันและมีรูปปั้นอามีร์ ติมูร์ สร้างโดยช่างประติมากรคามอลและอิลคอม จาบบารอฟ เปิดตัวเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 1994 เพื่อเป็นการรำลึกถึงวันครบรอบ 3 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของอุซเบกิสถาน รูปปั้นขี่ม้าแสดงให้เห็นอามีร์ ติมูร์ในชุดทหารหลวง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนบทบาทของเขาในฐานะรัฐบุรุษและผู้บัญชาการที่ทรงอำนาจ ส่วนจารึกบนอนุสาวรีย์ “ความเข้มแข็งอยู่ที่ความยุติธรรม” แสดงไว้ในสี่ภาษา เน้นย้ำถึงมรดกอันยั่งยืนของติมูร์ ปัจจุบัน จัตุรัสแห่งนี้ ยังคงเป็นแลนด์มาร์คสำคัญในทาชเคนต์ ที่ล้อมรอบด้วยอาคารที่โดดเด่นหลายแห่ง รวมถึงหอประชุมนานาชาติ ซึ่งสร้างขึ้นในปีค.ศ. 2009 เพื่อรำลึกถึงวันครบรอบ 2200 ปีของเมืองทาชเคนต์ อาคารอันยิ่งใหญ่นี้ด้วยโดมขนาดใหญ่และรูปปั้นสีทอง ช่วยเสริมภูมิทัศน์ทางสถาปัตยกรรมที่น่าประทับใจของจัตุรัส นักท่องเที่ยวยังสามารถสำรวจพื้นที่สีเขียวและน้ำพุโดยรอบ

ในบริเวณใกล้เคียงติดกับจัตุรัสอามีร์ ติมูร์ นำท่านชม พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ราชวงศ์เตมูริด (The State Museum of the Temurids History) ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกมากมายเกี่ยวกับชีวิตและความสำเร็จของอามีร์ ติมูร์และราชวงศ์ของเขา พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 1996 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 660 ปีแห่งการประสูติของอามีร์ ติมูร์ การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากอนุสรณ์สถานทางสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นโครงการสร้างชาติ และเป็นประตูสู่การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์สมัยใหม่ของชาวอุซเบกิสถาน คอลเลกชันของพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วยโบราณวัตถุมากกว่า 5,000 ชิ้นที่อุทิศให้กับชีวิตของอามีร์ ติมูร์และทายาทของเขา

กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน

เที่ยวชมเมืองทาชเค้นท์ นำชม กลุ่มอาคารประวัติศาสตร์คัสต์-อิหม่าม (หรือฮาซราติ อิหม่าม) (The historic Khast-Imam Complex) เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของเมือง และเป็นศูนย์กลางอิสลามที่สำคัญ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ได้แก่ โรงเรียนสอนศาสนาบารัค ข่าน สุสานคัฟฟัล ชาชี มัสยิดฮาซราตี อิหม่ามขนาดใหญ่สไตล์โมเดิร์น และห้องสมุดมุย มูโบรัก ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาคัมภีร์อัลกุรอานฉบับอุสมานโบราณที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เชื่อกันว่ามาจากช่วงคริสต์ ศตวรรษที่ 7 ซึ่งนำมายังภูมิภาคนี้โดยอามีร์ ติมูร์ กลุ่มอาคารนี้ได้รับการบูรณะและรวมเข้าด้วยกันในปีค.ศ. 2007 รักษาไว้ซึ่งมรดกทางศาสนาอันลึกซึ้งด้วยอาคารที่ปูด้วยกระเบื้องที่ปราณีตและงดงาม และเป็นสถานที่แสวงบุญที่สำคัญสำหรับชาวมุสลิม

เย็น รับประทานอาหารเย็น

19.30 น. เดินทางถึง สนามบินนานาชาติทาชเค้นท์ เพื่อเตรียมตัวเช็คอินสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ

22.30 น. เหินฟ้าสู่ กรุงเทพฯ โดยสายการบิน Uzbekistan Airways เที่ยวบินที่ HY531 TAS-BKK (22.30-06.40+1) (ใช้เวลาบิน 6 ชั่วโมง 10 นาที)

06.40 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ

** เพื่อความถูกต้อง กรุณาตรวจสอบข้อมูลเดินทางและเงื่อนไขการชำระเงินกับทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายทุกครั้ง

พยากรณ์อากาศ

UZBEKISTAN WEATHER

อัตราแลกเปลี่ยน

 

ราคาเริ่มต้น
89,900 บาท
รหัส 108-27193 ทัวร์อุซเบกิสถาน UZBEKISTAN อุซเบกิสถาน…เส้นทางสายไหมในเอเชียกลาง ทาชเค้นท์ - ซามาร์คานด์ - ชาห์ริซาบซ์ - บูคาร่า - คีว่า
ระยะเวลา 8 วัน 6 คืน
ราคาเริ่มต้น 89,900 บาท
เดินทางช่วง พ.ค.69/ก.ย.69
เดินทางโดย UZBEKISTAN AIRWAYS (HY)
--------------------------------------
ดูเพิ่มเติม https://angel.vm109.net/tours/ทัวร์อุซเบกิสถาน-UZBEKISTAN-อุซเบกิสถานเส้นทางสายไหมในเอเชียกลาง-ทาชเค้นท์---ซามาร์คานด์---ชาห์ริซาบซ์---บูคาร่า---คีว่า
--------------------------------------
ชมโปรแกรม PDF https://tourfiles.vm101.net/pdf/989/108-27193.pdf
--------------------------------------
สนใจติดต่อ บริษัท แองเจิลออนทัวร์ จำกัด
เลขที่ใบอนุญาต 11/09083
โทร Hotline 086-316-7436 ,Hotline 086-362-1960 ,Hotline 090-946-4072 ,Office 02-756-0334-5
LINE ID @angelontour
LINE URL https://line.me/ti/p/~@angelontour
อีเมล info.angelontour@gmail.com
คัดลอกข้อมูลทัวร์
เพิ่มในรายการโปรด
Share on social networks
Scan QRCode
บริษัท แองเจิลออนทัวร์ จำกัด
บริษัท แองเจิลออนทัวร์ จำกัด
บริษัท แองเจิลออนทัวร์ จำกัด
บริษัท แองเจิลออนทัวร์ จำกัด
บริษัท แองเจิลออนทัวร์ จำกัด
บริษัท แองเจิลออนทัวร์ จำกัด
บริษัท แองเจิลออนทัวร์ จำกัด
บริษัท แองเจิลออนทัวร์ จำกัด
ติดต่อสำนักงาน
บริษัท แองเจิลออนทัวร์ จำกัด
เลขที่ใบอนุญาต 11/09083

18 ซอย27 (บุญศิริ 2) ถนนสุขุมวิท ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ 10270

จันทร์ - ศุกร์ 09.00-18.00 น.
บริการของเรา
บริการจองตั๋วเครื่องบิน
บริการจัดนำเที่ยวในประเทศ
บริการเช่ารถตู้ รถบัสโดยสาร
บริการจัดอบรมประชุมสัมมนา
บริการจองที่พัก โรงแรม รีสอร์ท
ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า
Add LINE Friends via QR Code
ติดตามเรา
home
หน้าหลัก
quatation
ขอใบเสนอราคา
chat
ติดต่อเรา
chat ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า
search ค้นหาโปรแกรมทัวร์
home หน้าหลัก
approval ขอใบเสนอราคา