
05.00 น. พร้อมกัน ณ สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ชั้น 4 ประตู 5 Row L เคาน์เตอร์สายการบิน Uzbekistan Airways โดยเจ้าหน้าที่บริษัทคอยให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกในการเช็คอินด้านสัมภาระและเอกสารให้กับท่าน
08.10 น. เหินฟ้าสู่ เมืองทาชเค้นท์ โดยสายการบิน Uzbekistan Airways เที่ยวบินที่ HY532 BKK-TAS
(08.10-13.10) (ใช้เวลาบิน 7 ชั่วโมง)
13.10 น. เดินทางถึง สนามบินนานาชาติทาชเค้นท์ เมืองทาชเค้นท์ ประเทศอุซเบกิสถาน หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองพร้อมรับกระเป๋าสัมภาระเรียบร้อยแล้ว เชิญพบกับไกด์ท้องถิ่น แล้วเดินทางมุ่งสู่ใจกลางเมืองหลวง
อุซเบกิสถาน (Uzbekistan) หรือชื่อทางการว่า สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน (Republic of Uzbekistan) ในอดีตสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้ยึดครองดินแดนของประเทศอุซเบกิสถานเมื่อ 367 ปี ก่อนคริสตกาล ต่อมาภายหลังดินแดนนี้ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเปอร์เซียในช่วงคริสต์ ศตวรรษที่ 6 ก่อนจะถูกยึดครองโดยจักรวรรดิมองโกลของท่านเจงกีสข่านในปี ค.ศ.1220 ครั้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ขุนศึกชื่อ ติมูร์ (Timur) ได้มีอำนาจเหนือมองโกลและตั้งอาณาจักรของตนเองขึ้นที่เมืองซามาร์คานด์ ซึ่งติมูร์ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ในการสร้างชาติอุซเบกิสถานในยุคปัจจุบัน
นำท่านชม จัตุรัสเสรีภาพ (Independence Square or Mustakillik Square) เป็นหัวใจของเมืองทาชเค้นท์ เป็นสัญลักษณ์ของความอิสระและอิสรภาพของคนในชาติ คนที่มาที่นี่มาด้วยความฝันและความหวัง ทางเข้าสู่ Mustakillik Square ถูกออกแบบด้วย arch Ezgulik (prosperity) กับนกแปดตัวบินขึ้นสู่ท้องฟ้าผ่านความหวังไปยังใจกลางของจัตุรัสแห่งนี้
อิสระให้ท่านได้เดินช้อปปิ้ง ณ ตลาดท้องถิ่นชอร์ซู (Chorsu Bazaar) ตลาดท้องถิ่นเก่าแก่ขนาดใหญ่ใจกลางเมืองทาชเค้นท์ที่มีเอกลักษณ์คือ ตลาดแห่งนี้ตั้งอยู่ภายใต้โดมสีฟ้าขนาดใหญ่ ภายในตลาดจำหน่ายอาหารสด ผลไม้แห้ง เครื่องเทศ เนื้อสัตว์ ขนมปังพื้นเมือง รวมไปถึงสินค้าท้องถิ่นและ
ของที่ระลึก ถือว่าเป็นสถานที่ที่สะท้อนวิถีชีวิต วัฒนธรรม และสีสันของชาวอุซเบกได้อย่างชัดเจน
เย็น รับประทานอาหารเย็น
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Mercure Tashkent South Hotel 4* หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
08.30 น. ขึ้นรถไฟความเร็วสูงเพื่อเดินทางสู่ เมืองซามาร์คานด์ โดยรถไฟ Afrosiyab Train No. 764 (08.30-10.38) (ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 8 นาที)
10.38 น. เดินทางถึง เมืองซามาร์คานด์ (Samarkand) เมืองโบราณเก่าแก่อายุกว่า 2,500 ปี และเป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากเมืองทาชเค้นท์ มีชื่อเรียกในอดีตว่า มาราคานดา (Marakanda) ในอดีตพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชเคยนำกองทัพเข้ามายึดครองเมืองนี้ และได้แต่งงานกับสาวพื้นเมืองนามว่า โรแซนา (Roxana) หลังจากนั้นได้ถูกเปลี่ยนมือไปอยู่ภายใต้กองทัพเติร์ก อาหรับ มองโกล และกษัตริย์ติมูร์เคยเลือกเมืองซามาร์คานด์ เป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิติมูร์
นำท่านชม จัตุรัสเรจิสถาน (Registan Square) เป็นสัญลักษณ์สำคัญของซามาร์คานด์ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง สถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ของจัตุรัสแห่งนี้ทำให้มีชื่อเสียงระดับโลก จัตุรัสถูกล้อมรอบด้วยโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม (มาดราซาห์) ขนาดใหญ่จากสามด้าน โดยมีประตูทางเข้าหันหน้าเข้าสู่ใจกลางจัตุรัส ได้แก่ อูลุคเบก เชอร์-ดอร์ และทิลลา-โคริ มาดราซาห์เหล่านี้สร้างขึ้นโดยผู้ปกครองสองพระองค์ในต่างยุคสมัย อาคารมาดราซาห์แต่ละหลังมีรูปแบบการตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและงดงามด้วยกระเบื้องลายโมเสคที่มีความละเอียดอ่อนช้อยขั้นสูงสุดของอารยธรรมเอเชียกลาง ด้วยอาคารเหล่านี้ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ในเขตเมือง ทำให้ซามาร์คานด์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปีค.ศ. 2001
นำท่านชม สุสานหลวงกูร์-เอ-อามีร์ (Gur-e-Amir Mousoleum) สร้างขึ้นในปีค.ศ.1404 เป็นภาษาเปอร์เซีย แปลว่า "สุสานของกษัตริย์" ภายในเป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์มองโกลผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่ง คือ อามีร์ ติมูร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ทาเมอร์เลน หรือ ติมูร์ผู้พิการ เนื่องจากพระองค์มีอาการขาเป๋ อันเป็นผลมาจากการบาดเจ็บที่ได้รับในสงคราม กษัตริย์ติมูร์เป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์ติมูริด (ค.ศ.1370-1507) และจักรวรรดิที่รุ่งเรืองที่สุดในยุคนั้นแผ่ขยายไปไกลจากอินเดียตอนเหนือไปจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ท่านติมูร์ใช้ความโหดร้าย บางครั้งก็ป่าเถื่อนในการสร้างจักรวรรดิ แต่พระองค์ก็เป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปะที่ยิ่งใหญ่ทำให้เอเชียกลางเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมภายใต้การปกครองของพระองค์และผู้สืบทอดตำแหน่ง อาคารแห่งนี้สร้างโดยทายาทของติมูร์ มีความสำคัญในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม สุสานแห่งนี้เป็นต้นแบบและแบบอย่างของสุสานโมกุลในยุคต่อมา รวมถึงสุสานที่พบในสวนของบาบูร์ในคาบูล สุสานฮูมายุนในเดลี และทัชมาฮาลในอัครา แท้จริงแล้ว ติมูร์เป็นทวดของบาบูร์ ผู้ก่อตั้งราชวงศ์โมกุล สุสานแห่งนี้ถูกเปิดในปีค.ศ. 1941 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวโซเวียต ซึ่งได้สร้างใบหน้าของติมูร์ขึ้นใหม่จากกะโหลกศีรษะของเขาและยืนยันได้ว่าเขาสูง 172 เซนติเมตร และน่าจะเดินกะเผลกอย่างเห็นได้ชัด
นำท่านชม มัสยิดบีบี คานุม (Bibi-Khanum Mosque) สร้างขึ้นช่วงปี ค.ศ.1399-1404 โดยคำสั่งของท่าน อามีร์ ติมูร์ โดยชื่อ บีบี คานุม มาจากชื่อของพระมเหสีนั่นเอง มัสยิดเเห่งนี้เคยเป็นหนึ่งในมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกมุสลิมช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 มีความโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบติมูริด มีโดมขนาดใหญ่ ประตูสูง และตกแต่งด้วยกระเบื้องสีฟ้า-น้ำเงิน
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
แล้วนำท่านชม กลุ่มสถาปัตยกรรมชาฮี-ซินดา (Shakhi-Zinda Complex) เป็นสุสานยุคกลางและกลุ่มสถาปัตยกรรมที่งดงามตระการตา มีความหมายว่า "สุสานของกษัตริย์ผู้มีชีวิต" มีชื่อเสียงในด้าน "ถนนแห่งสุสาน" มีลักษณะเด่นคือสุสานเรียงรายตามทางเดินแคบๆ ที่ประดับประดาด้วยกระเบื้องเคลือบสีฟ้า-น้ำเงินสดใสและสถาปัตยกรรมยุคติมูริด สะท้อนให้เห็นถึงศิลปะของเอเชียกลางมาหลายศตวรรษตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11-19 เพื่อเป็นเกียรติแก่ราชวงศ์ ขุนนาง และบุคคลสำคัญทางศาสนา เช่น กุซาม อิบนุ อับบาส ญาติของศาสดามูฮัมหมัด ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่แสวงบุญสำคัญ และที่สำคัญคือที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปีค.ศ. 2001
พาท่านชม หอดูดาวอูลุคเบก (Observatory of Ulugbek) ถูกสร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1420 โดยนัก วิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 15 หลานชายของติมูร์ชื่อว่า อูลุคเบก (ค.ศ. 1394-1449) ตามแผนผัง หอดูดาวเป็นอาคารทรงกลมสามชั้น มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 46.4 เมตร และสูงอย่างน้อย 30 เมตร ภายในมีแท่นหินอ่อน ส่วนเครื่องมือหลักของหอดูดาวคือ (Sextant) ไม้บรรทัดวัดมุมหินอ่อนที่มีรัศมีส่วนโค้ง 40.2 เมตร และความยาวส่วนโค้ง 63 เมตร ส่วนใหญ่ของเครื่องมือวัดมุมขนาดมหึมานี้ตั้งอยู่ใต้ดิน ใต้พื้นของหอดูดาวลึกกว่า 10 เมตร ส่วนครึ่งหลังของไม้บรรทัดสูงขึ้นจากพื้นดิน 28 เมตรและน่าจะวางอยู่บนหอคอยสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งปัจจุบันไม่เหลืออยู่แล้ว ไม้บรรทัดนี้ตั้งอยู่ในทิศทางจากทิศใต้ไปทิศเหนือ นั่นคือระนาบของเส้นเมริเดียน ใช้เพื่อกำหนดความสูงของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดาวเคราะห์เหนือขอบฟ้าในขณะที่พวกมันเคลื่อนผ่านเส้นเมริเดียนท้องฟ้า รวมถึงวัดระยะทางเชิงมุมระหว่างดวงดาวและสังเกตดาวฤกษ์ที่สว่าง ขนาดที่ใหญ่ของไม้บรรทัดทำให้สามารถทำการสังเกตการณ์ด้วยความแม่นยำสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สามารถกำหนดพิกัดได้ ที่นี่จึงได้รับการยอมรับโดยบรรดานักวิชาการว่าเป็นหนึ่งในหอดูดาวที่สำคัญที่สุดของโลกในยุคกลาง รวมถึงยังใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง ในบรรดาการศึกษาทางดาราศาสตร์มากมายที่อูลุคเบกดำเนินการ ณ หอดาราศาสตร์แห่งนี้ ผลงานที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ กูร์กัน ซิจ - แคตตาล็อกดาวที่มีชื่อเสียง ประกอบ ด้วยคำอธิบายของดาวฤกษ์ 1,018 ดวง อูลุกเบกได้กำหนดความยาวของปีดาวฤกษ์ไว้ที่ 365 วัน 6 ชั่วโมง 10 นาที และ 8 วินาที ที่น่าประหลาดใจคือ การสังเกตการณ์ของนักดาราศาสตร์แห่งซามาร์คานด์นั้นดำเนินการโดยปราศจากเครื่องมือทางแสง แต่ใช้เพียงสายตาเปล่าเท่านั้น
อิสระให้ท่านเดินช้อปปิ้ง ณ ตลาดกลางประจำเมืองซามาร์คานด์ (Siab Bazaar) ตลาดสดขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่กว่า 7 ไร่ เป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมมากที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองซามาร์คานด์ ภายในมีร้านขายของมากมายให้ได้เลือกซื้อ อาทิเช่น อาหารสด เนื้อสัตว์ต่างๆ ถั่วหลากหลายชนิด ผลไม้ท้องถิ่นตามฤดูกาล รวมไปถึงภาชนะ ถ้วย จาน ชาม ลายกระเบื้องเคลือบหลากสีสัน
เย็น รับประทานอาหารเย็น
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Hilton Garden Inn Samarkand Afrosiyob Hotel 4* หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
เช้านี้ออกเดินทางสู่ เมืองซาห์ริซาบซ์ (Shahrisabz) <90KMS/2HRS> เดิมชื่อเคช (Kesh) และสันนิษฐานว่าเป็นเมืองโบราณนาวทากา ชาห์ริซาบซ์เป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของเอเชียกลาง ก่อตั้งขึ้นเมื่อกว่า 2,700 ปีที่แล้ว เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอะเคเมนิดหรือเปอร์เซียตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล และเป็นเมืองบ้านเกิดของท่านอามีร์ ติมูร์ ในปีค.ศ.1336 เนื่องจากเป็นเมืองศูนย์ กลางทางประวัติศาสตร์และมีสถานที่ที่สำคัญที่โดดเด่นหลายแห่ง ทำให้เมืองซาคีร์ซาบซ์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปีค.ศ. 2000
นำท่านชม พระราชวังอัคซาราย (Ak Saray Palace) เป็นพระราชวังฤดูร้อนของติมูร์ถูกวางแผนให้เป็นสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาสิ่งก่อสร้างทั้งหมดของติมูร์ สร้างในปีค.ศ.1380-1404 โดยช่าง ฝีมือที่ติมูร์เนรเทศมาจากแคว้น Khwarezm ที่เพิ่งพิชิตได้ น่าเสียดายที่เหลือเพียงบางส่วนของซุ้มหอประตูขนาดมหึมาสูง 65 เมตรเท่านั้น ซึ่งประดับด้วยโมเสกสีน้ำเงิน ขาว และทอง รูปปั้นใหม่ของติมูร์ตั้งอยู่ใจกลางพระราชวังเดิม ทำให้สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของพระราชวังดั้งเดิม อัคซารายจึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การของยูเนสโกในปีค.ศ. 2000
นำท่านชม สุสานจาฮันกีร์ (Mausoleum of Jahangir) เป็นที่ตั้งของหลุมฝังศพของจาฮันกีร์ โอรสองค์โตซึ่งเป็นที่โปรดปรานของติมูร์ ผู้พิชิตชาวเติร์ก-มองโกล ซึ่งสิ้นพระชนม์ในปีค.ศ.1376 เมื่อพระ ชนมายุ 22 พรรษา สุสานนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอาคารโดรุส-ซาโอดัตขนาดใหญ่ สร้างขึ้นราวปี ค.ศ.1392 เป็นสิ่งก่อสร้างสำคัญของราชวงศ์ติมูร์ในบ้านเกิดของติมูร์ <ซึ่งแตกต่างจากสุสานของจาฮันกีร์ จักรพรรดิโมกุลที่มีชื่อเสียงมากกว่าในเมืองลาฮอร์ ประเทศปากีสถาน> และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกโดยยูเนสโกในชาห์ริซับซ์ กลุ่มอาคารนี้ตั้งอยู่ในบริเวณอุทยานพระราชวังอัค-ซาราย
นำชม มัสยิดกอกกุมบาซ (Kok Gumbaz Mosque) สร้างขึ้นในช่วงปีค.ศ.1435-1436 เป็นมัสยิดประจำวันศุกร์ที่ใหญ่ที่สุดในชาห์ริซาบซ์ สร้างโดยอูลุคเบก ลักษณะอาคารเป็นโดมขนาดใหญ่ถูกตก แต่งด้วยกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินตามสไตล์อุซเบกิสถาน คำว่า “Kok Gumbaz” แปลว่า โดมสีน้ำเงิน
นำท่านชม สุสานกุมบาซี เซยีดอน (Gumbazi Sayidon Mausoleum) สุสานแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณจัตุรัสกลางเมืองชาห์ริซาบซ์ เป็นสุสานที่เล็กที่สุดในกลุ่มอาคาร Dorut Tilovat ที่สร้างโดยอูลุคเบก ถูกสร้างขึ้นในช่วงปีค.ศ.1437 เพื่อใช้เป็นที่เก็บศพของตนเองและคนภายในครอบครัว
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
นำท่านชม มัสยิดคาซราตี อิหม่าม (Khazrati Imam Mosque) เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์และศาสนาที่สำคัญ มัสยิดแห่งนี้ได้รับการยกย่องเรื่องความงดงามทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์อันยาวนาน นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับอิหม่าม อัล-บุคอรี นักวิชาการอิสลามผู้เป็นที่เคารพนับถือในโลกมุสลิมจากการรวบรวมหะดีษ (Hadith: บันทึกคำพูด การกระทำ และการยอมรับของท่านศาสดา มูฮัมหมัด) ที่น่าเชื่อถือที่สุดแห่งหนึ่ง จึงเป็นสถานที่แสวงบุญที่สำคัญและเป็นตัวอย่างอันงดงามของสถาปัตยกรรมอิสลาม
คณะออกเดินทางต่อไปยัง เมืองบูคาร่า (Bukhara) <270KMS/5HRS> ระหว่างทาง ท่านจะได้เห็นทะเลทราย ทุ่งหญ้า ภูเขา (ทะเลทรายในเอเชียกลางไม่เหมือนกับทะเลทรายในโลกอาหรับ) และเขตอนุรักษ์ธรรมชาติจากระยะไกล รวมถึงจะได้พบเห็นโรงกลั่นน้ำมันและบริษัทผลิตก๊าซอีกด้วย
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Paradise Plaza hotel 4*,Bukhara หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
เมืองบูคาร่า (Bukhara) ตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหมโบราณ มีอายุมากกว่าสองพันปี ทั้งเป็นที่พักของกองคาราวานและศูนย์กลางการค้าของเส้นสายไหม และเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดของเมืองอิสลามในเอเชียกลางที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 10-17 โดยมีโครงสร้างเมืองที่ยังคงสภาพสมบูรณ์เป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นซากปรักหักพังที่สำคัญบางส่วนจากก่อนการรุกรานของมองโกลโดยเจงกิสข่านในปีค.ศ.1220 และติมูร์ในปีค.ศ.1370 เขตเมืองเก่าเป็นพยานถึงความเป็นเมืองและสถาปัตยกรรมในยุคการปกครองของราชวงศ์ชีบานี (ชาบานิด) แห่งอุซเบก (ค.ศ.1500-1599) ส่วนป้อมปราการซึ่งสร้างขึ้นใหม่ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นศูนย์กลางการปกครองของเมืองมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน
นำท่านชม กลุ่มอาคารโป-อี กัลยาน (Po-i-Kalyan Complex) ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘หัวใจที่เต้นรัว’ ของเมืองเก่าบูคารา ส่วนชื่อโป-อี กัลยาน หมายถึง “ฐานเชิงของสิ่งยิ่งใหญ่” มาจากที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงหออะซานกัลยานนั่นเอง
หออะซานกัลยาน (The Kalyan Minaret) เป็นหอคอยอิฐโคลนทรงเรียวที่สูงตระหง่านเหนือเมืองประมาณ 45 เมตร หอคอยกัลยานที่สร้างขึ้นในปีค.ศ.1127 โดยนักสถาปนิกชื่อบาโก ในรัชสมัยของกษัตริย์โมฮัมหมัด อาร์สลัน ข่าน แห่งราชวงศ์คาราคานิด บาโกสั่งให้ขุดฐานรากให้ลึกถึง 13 เมตร และบังคับให้คนงานใช้ปูนพิเศษที่ผสมกับเลือดวัว นมอูฐ และไข่ ปูนใช้เวลาสองปีในการแข็งตัวและได้ผลอย่างแน่นอน เพราะหอคอยยังคงตั้งตระหง่านอยู่จนถึงทุกวันนี้ โดยไม่จำเป็นต้องบูรณะเลย
เมื่อครั้งที่เจงกิสข่านบุกเข้ามาในแถบนี้หลังจากที่เห็นมันจากระยะไกลขณะที่เขาขี่ม้าข้ามทุ่งหญ้า และประทับใจมาก เขาจึงสั่งงดทำลายหอคอยนี้ในขณะที่ทุกสิ่งรอบข้างถูกทำลาย มันจึงเป็นอาคารเพียงแห่งเดียวที่ยังคงยืนหยัดอยู่เมื่อเขาออกจากเมือง ปัจจุบันนักท่องเที่ยวสามารถปีนขึ้นบันไดวนอิฐ 104 ขั้นที่บิดตัวขึ้นไปด้านในรอบเสาได้ เพื่อชมวิวทิวทัศน์จากด้านบน ที่นี่จึงเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญและโดดเด่นที่สุดในเมืองบูคาร่า
มัสยิดกัลยาน (Kalyan Masjid) เดิมถูกสร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8 เป็นมัสยิดที่เจงกิสข่านสั่งให้ทำลายทั้งเมืองบูคาราทั้งหมด มัสยิดถูกเผาจนเหลือแต่เถ้าถ่าน มัสยิดที่สร้างขึ้นใหม่รู้จักกันในชื่อมัสยิดจุมอะห์หรือมัสยิดวันศุกร์ ถูกสร้างโดยราชวงศ์ชาบานิดในปีค.ศ. 1514 ตั้งแต่นั้นมาก็ทำหน้าที่เป็นมัสยิดหลักของเมือง สามารถรองรับผู้ละหมาดได้มากกว่า 10,000 คน มัสยิดมีลานกว้างขวางสวยงามซึ่งถูกล้อมรอบด้วยเสา 208 ต้นและโดม 288 หลัง โดมที่โดดเด่นที่สุด คือโดมสีน้ำเงิน (Kok Gumbaz) ซึ่งใต้โดมนั้นมีมิห์ราบ (ซุ้มละหมาด) ที่ปิดทอง รวมถึงโครงสร้างแปดเหลี่ยมที่แปลกตาซึ่งออกแบบมาเพื่อปรับปรุงเสียงภายในอาคารโดยจะขยายเสียงของอิหม่ามขณะที่ท่านกล่าวเทศนาในวันศุกร์
โรงเรียนสอนศาสนามีร์-อิ อาหรับ (Mir-i Arab Madrasah) อยู่ตรงข้ามกับมัสยิด ซึ่งสร้างโดยชีค อุบัยดุลลาห์ ข่าน แห่งราชวงศ์ชาบานิดในปีค.ศ.1535 มรดกที่เขาสร้างขึ้นถือเป็นหนึ่งในสถานศึกษาที่สำคัญที่สุดในโลกอิสลาม มาดราซานี้ได้รับการตั้งชื่อว่า “มีร์-อิ อาหรับ” (เจ้าชายแห่งชาวอาหรับ) ตามชื่อของชีค อับดุลลาห์ แห่งเยเมน ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางจิตวิญญาณของบรรดาผู้ปกครองหลายคน รวมถึงอุบัยดุลลาห์ ข่าน สิ่งน่าทึ่งที่มาดราซาแห่งนี้ยังคงเปิดทำการอย่างเต็มรูปแบบนับตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ยกเว้นช่วงปีค.ศ.1925-1946 เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เปิดทำการในวงจำกัดด้วยเหตุ ผลทางการเมืองในช่วงยุคโซเวียต ปัจจุบันมีนักเรียนประมาณ 180 คนจากอุซเบกิสถานและทั่วเอเชียกลาง
นำท่านชม มัสยิดมากอกี-อัตโตริ (Magoki-Attari Mosque) เป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียกลางที่ยังคงหลงเหลืออยู่ และสร้างขึ้นบนที่ตั้งของวิหารโมห์ก่อนยุคอิสลามของศาสนาโซโรแอสเตอร์ การขุดค้นพบว่ามีมัสยิดหกเสาอยู่แล้วตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 ในยุคราชวงศ์ซามานิด ต่อมามัสยิดได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในคริสต์ศตวรรษที่ 12 เนื่องจากโครงสร้างเดิมถูกไฟไหม้จนราบเรียบเป็นหน้าดินในเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ทั่วเมืองในปี ค.ศ. 937 ปัจจุบันประตูทางทิศใต้เป็นส่วนหนึ่งของโครง สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ส่วนประตูทางทิศตะวันออกที่มีโดมนั้นถูกสร้างเพิ่มเติมในปีค.ศ. 1547
ส่วนแรกของชื่อมากอกี-อัตโตริ หมายถึง 'มัสยิดในหลุม' และหมายถึงชั้นทางวัฒนธรรมที่ลึกหกเมตรของมัสยิด ซึ่งมีซากปรักหักพังของอารามพุทธและวิหารโซโรแอสเตอร์ ส่วนที่สอง 'อัตโตริ' หมายถึงผู้ขายสมุนไพร (อัตเตอร์) ที่วางขายเครื่องเทศของพวกเขาในตลาดที่คึกคักแห่งนี้ ปัจจุบันมัสยิดแห่งนี้ถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์พรม
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
นำท่านชม เลียบิเคาซ์ (Lyab-i Khauz Complex) กลุ่มอาคารนี้เป็นศูนย์กลางของเมืองโบราณบูคาร่าอันเลื่องชื่อและงดงามที่มีอายุ 3,000 ปี ส่วนชื่อ “เลียบีเคาซ์” มีความหมายตรงตัวว่า “ขอบสระน้ำ” ซึ่งก่อสร้างขึ้นในปีค.ศ.1620 สระน้ำแห่งนี้ได้รับน้ำจากแม่น้ำซาราฟชัน และมีความสำคัญยิ่งสำหรับผู้อยู่อาศัยในเมืองทะเลทรายที่ขาดแคลนน้ำและหาได้ยาก จัตุรัสซึ่งล้อมรอบด้วยโรงเรียนสอนศาสนาคูเกลดาช คานากา และนาดีร์ ดิวัน เบกี กลายเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับชาวเมืองในยุคกลางในการจับจ่ายซื้อของ เข้าร่วมงานเทศกาล หรือเพียงแค่หลบความร้อนในฤดูร้อน เพราะที่นี่ถูกล้อมรอบด้วยต้นหม่อนจำนวนมากในคริสต์ศตวรรษที่15 ปัจจุบันเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติและยังคงเป็นสถานที่ยอดนิยมในหมู่ชาวเมืองและนักท่องเที่ยว
นำท่านชม สุสานซามานิด (Samanid Dynasty Mausoleum) ตั้งอยู่ในเขตสวนสาธารณะซามานีสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 905 สมชื่อที่บ่งบอก สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ซามานิด การก่อสร้างเริ่ม ต้นโดยเอมีร์อิสมาอิล ซามานี ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 10 เพื่อฝังศพของบิดาของท่าน คือ อะห์มัด อิบนุ อัสซาด สุสานแห่งนี้เป็นอนุสรณ์สถานมุสลิมที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียกลาง และเป็นอนุสรณ์สถานที่มีความแข็งแรงที่สุด สร้างด้วยอิฐดินเผา รูปลักษณ์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามแสง มีผนังหนาเกือบ 2 เมตร ทำให้สามารถคงอยู่ได้นานถึง 11 ศตวรรษโดยไม่ต้องบูรณะ โดยตัวอาคารเป็นทรงลูกบาศก์ ก่อด้วยอิฐที่มีโค้งทวารทั้ง 4 ด้าน เสาอิฐก่อ 4 มุม และหลังคาก่ออิฐเป็นรูปครึ่งวงกลม สุสานซามานิดเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีหลังคาซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามในศาสนาอิสลาม ที่นี่จึงเป็นสุสานประเภทนี้แห่งแรกและแห่งสุดท้ายในประวัติศาสตร์อิสลาม สุสานนี้ไม่เพียงแต่เป็นที่ฝังศพของเอมีร์อิสมาอิล ซามานี แต่ยังเป็นที่เก็บอัฐิบิดาและหลานของท่าน รวมถึงสมาชิกคนอื่นๆ ของราชวงศ์ซามานิดด้วย
นำท่านชม มัสยิดโบโลเฮ้าส์ (Bolo Hauz Mosque) มัสยิดเก่าแก่ในเมืองบูคาร่า สร้างขึ้นในปีค.ศ.1712 มัสยิดนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามกับป้อมปราการอาร์ค Ark Fortress ตัวอาคารได้มีการออกแบบให้ใช้งานได้ทั้งในช่วงฤดูร้อนและช่วงฤดูหนาว โดยส่วนกลางอาคารถูกหุ้มไว้ด้วยอิฐหนาเพื่อเป็นฉนวนกันร้อนในช่วงฤดูหนาว ต่อมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้มีการสร้างต้นเสาขึ้น 20 ต้น เพื่อเป็นร่มเงาและทำให้อากาศไหลเวียนและถ่ายเทสะดวกสำหรับในช่วงฤดูร้อน
นำท่านชม ป้อมปราการอาร์ค (The Ark Fortress) คือสถาปัตยกรรมที่เป็นสัญลักษณ์อันสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ของเมืองบูคาร่า ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 5 ตัวป้อมปราการมีพื้นที่ถึง 25 ไร่ กำแพงที่ล้อมรอบยาวเกือบ 800 เมตร มีความสูงตั้งแต่ 16-20 เมตร ซึ่งใช้เป็นเกาะกำบังสำหรับป้องกันศัตรูที่จะเข้ามารุกราน ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ด้านวัฒนธรรมของเมือง
นำท่านชม โดมการค้าแห่งอุซเบกิสถาน (Trading Domes) อดีตเป็นหนึ่งในศูนย์แลกเปลี่ยนเงินสำคัญที่สุดของเอเชียกลาง เพราะพ่อค้าจากอินเดีย จีน และเปอร์เซียจะเข้ามาแลกเงินที่นี่ ปัจจุบันเป็นตลาดขายสินค้าท้องถิ่น เช่น พรม ของที่ระลึก และผลงานหัตถกรรมอื่น ๆ
หากมีเวลาเหลือ นำท่านชมการแสดงโชว์พื้นเมือง (Folk Dance) ของชาวอุซเบกด้วยลีลาพลิ้วไหว
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Paradise Plaza hotel 4*,Bukhara หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
คณะออกเดินทางต่อไปยัง เมืองคีว่า (Khiva) <455KMS/6-7HRS> ระหว่างทาง ท่านจะได้เห็นวิวทิวทัศน์ของทะเลทรายและทุ่งหญ้าสเตปป์ตลอดทาง บางส่วนของทางหลวงอยู่ติดกับชายแดนเติร์กเมนิสถาน และอาจได้เห็นอูฐบ้าง
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ระหว่างทาง
ครั้นเดินทางถึง เมืองคีว่า (Khiva) เป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในอุซเบกิสถาน ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 2500 ปีที่แล้ว เป็นเมืองโอเอซิสที่สวยงาม ภายในเมืองยังมีอิชาน เมืองเดียวที่มีปราสาทตั้งอยู่ ป้อมปราการที่แท้จริงซึ่งมีอายุย้อนไปถึงยุคกลาง ตามตำนานเล่าว่า เมืองนี้เกิดขึ้นรอบบ่อน้ำเฮย์วัก ซึ่งขุดขึ้นตามคำสั่งของซอม บุตรชายของศาสดาโนอาห์ที่กล่าวถึงในคัมภีร์ไบเบิล ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน เมืองคีว่าเคยอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ต่างๆ ของผู้ปกครองโครเรซม แต่ก็เป็นเมืองหลวงมาตั้งแต่สมัยโบราณ อาคารสถาปัตยกรรมเกือบทุกอย่างได้รับการอนุรักษ์อย่างดีไว้ในรูปแบบดั้งเดิม จึง ทำให้เมืองโบราณคีว่าได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปีค.ศ. 1990
เย็น รับประทานอาหารเย็น
เข้าสู่โรงแรม Kamil Palace Hotel 4*, Khiva หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
เริ่มต้นเที่ยวพาชมเมืองโบราณคีว่า ณ อิชาน-กาลา (Itchan-Qala) เป็นป้อมปราการชั้นในของเมืองโบราณคีว่า และเป็นจุดพักสุดท้ายของกองคาราวานก่อนข้ามทะเลทรายไปยังเปอร์เซีย ภายในป้อม อิชาน-กาลามีพื้นที่ 162 ไร่ โดยสร้างขึ้นตามประเพณีการสร้างเมืองแบบโบราณของเอเชียกลาง โดยเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้านเท่า (650X400 เมตร) ยาวจากทิศใต้ไปทิศเหนือ และล้อมรอบด้วยกำแพงป้อมปราการอิฐสูงถึง 10 เมตร ซึ่งเป็นที่ตั้งของสิ่งก่อสร้างโบราณขนาดใหญ่ 51 แห่ง และบ้านเรือน 250 หลัง แสดงให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นหลากหลายรูปแบบ อาทิเช่น มัสยิด โรงเรียนสอนศาสนา และสุสานมากมาย ที่นี่จึงเป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมมุสลิมของเอเชียกลางที่สมบูรณ์และได้ รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี อันรวมถึงการมีส่วนร่วมอันโดดเด่นของช่างฝีมือชั้นครูแห่งโครเรซเมียนในสถาปัตยกรรมเอเชียกลาง
นำท่านชม ป้อมปราการคูห์นาอาร์ก (Kuhna Ark Fortress) ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 12 และขยายเพิ่มเติมตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นไป คูห์นาอาร์กเป็นป้อมปราการที่เข้มแข็งตั้งอยู่ใจกลางเมืองคีวา ติดกับกำแพงด้านตะวันตกของอิชาน-กาลา ใช้เพื่อเป็นที่พำนักของผู้ปกครองข่านและสมาชิกในครอบครัว ฮาเร็ม ที่ปรึกษาและข้าราชบริพารจำนวนมาก โครงสร้างหลักของป้อมในปัจจุบันสร้างขึ้นครั้งแรกโดยอารังข่าน (ครองราชย์ ค.ศ.1688-1694) แต่ถูกทำลายไปมากในช่วงการรุกรานของเปอร์เซียในคริสต์ศตวรรษที่ 18 อาคารในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นผลงานของอินาค อิลตูเซอร์ (ครองราชย์ ค.ศ.1804-1806) และผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขา เช่น มูฮัมหมัด ราฮิม ข่านที่ 1 (ครองราชย์ ค.ศ.1806-1825) และอัลลาห์ กูลี ข่าน (ครองราชย์ ค.ศ.1825-1842) อิลตูเซอร์เป็นผู้ก่อ ตั้งราชวงศ์กุงกราตซึ่งปกครองคีว่าจนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เมื่อนครรัฐถูกผนวกเข้าเป็นรัฐในอา รักขาของรัสเซีย ด้วยพื้นที่ประมาณ 7 ไร่ ป้อมปราการคูห์นาอาร์กเป็นอาคารที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาอาคารของเมืองโบราณคีว่า ป้อมปราการมีทางเข้าหลักเพียงทางเดียวคือ ประตูทางทิศตะวันออกที่ขนาบข้างด้วยหอคอยทรงกระบอกสองแห่ง กำแพงสูงที่ด้านบนมีเชิงเทินเพื่อใช้ป้องกันศัตรู ภายในมีพื้นที่ถูกจัดแบ่งเป็นโซนต่างๆ ที่แยกจากกัน โดยจัดเรียงรอบลานภายใน ได้แก่ ห้องรับรองอย่างเป็นทางการ (kurinishkhana) มัสยิด โรงกษาปณ์ และฮาเร็ม
พาแวะชม สุเหร่าอัค (Ark Mosque) (สร้างระหว่างปีค.ศ.1838-1842) หรือ "มัสยิดสีขาว" เป็นมัสยิดประจำเขตขนาดเล็ก ประกอบด้วยพื้นที่ภายในทรงโดมล้อมรอบด้วยระเบียงโดยรอบทั้ง 3 ด้านที่รอง รับด้วยเสาไม้แกะสลัก สถาปัตยกรรมของมัสยิดนี้จึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การสำรวจทางโบราณคดีพบว่าฐานรากของมัสยิดลึกลงไปในดินถึงสี่เมตร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่มากในการก่อสร้าง
จากนั้นนำชม หอคอยกัลตา มินอร์ (Kalta Minor Minaret) หอคอยที่ยังสร้างไม่เสร็จแห่งเมืองคีว่าเริ่มสร้างในปีค.ศ.1851 โดยมูฮัมหมัด อามิน ข่าน ผู้ปกครองเมืองคีว่า เป็นสถาปัตยกรรมที่ตั้งใจให้สูงกว่า 70 เมตร การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของข่านขณะตั้งค่ายอยู่ในสนามรบเปอร์เซียในปีค.ศ.1855 ทำให้โครงการนี้ต้องยุติลงเมื่อหอคอยสร้างเสร็จเพียง 26 เมตร อย่างไรก็ตาม แม้จะยังสร้างไม่เสร็จ โครงสร้างก็งดงามตระการตา ปกคลุมด้วยกระเบื้องสีฟ้าอมเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของคีว่าและลวด ลายเรขาคณิตต่างๆ แถบกระเบื้องใกล้ส่วนบนล้อมรอบหอคอยพร้อมจารึกด้วยอักษรนัสตาลีก ซึ่งเป็นแบบอักษรวิจิตรที่ใช้กันทั่วไปในการเขียนภาษาเปอร์เซีย
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
นำท่านชม มัสยิดจูมา (Djuma Mosque) (ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18) มัสยิดวันศุกร์แห่งเมืองคีว่า มัสยิดแห่งนี้ได้รับการออกแบบเพื่อรองรับผู้มาละหมาดจำนวนมากอย่างเท่าเทียมกันต่อหน้าอิหม่ามและอัลลอฮ์ ด้วยเหตุนี้จึงแตกต่างอย่างมากจากสถาปัตยกรรมแบบเปิดโล่งที่มีลานเป็นศูนย์กลางซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปในเมืองคีว่า ห้องละหมาดมีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณ 55 x 46 เมตรต่อด้าน และสร้างเป็นห้องโถงแบบไฮโปสไตล์ที่มีเสาไม้คารากาชา (ไม้เอล์มดำ) จำนวน 213 ต้นเรียงเป็นตาราง นอกจากช่องแสงเล็กๆ สองช่องและทางเข้าเล็กๆ ทั้งสี่ด้านของโถงแล้ว ไม่มีหน้าต่างหรือช่องเปิดอื่นๆ สู่โลกภายนอก ทำให้บรรยากาศภายในมืดสลัวและเงียบสงบ ซึ่งแม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังเป็นที่หลบแดดร้อนระอุของเมืองคีว่าได้เป็นอย่างดี มัสยิดแห่งนี้สร้างขึ้นบนซากปรักหักพังของมัสยิดเก่าที่ตั้งอยู่บนสถานที่เดียวกัน และมีหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นว่ามีการนำวัสดุจากการบูรณะต่างๆ มาใช้ซ้ำตลอดหลายศตวรรษ ตัวอย่างเช่น ต้นเสาที่เก่าแก่ที่สุด 4 ต้นถูกสร้างขึ้นในช่วงคริสต์ ศตวรรษที่ 10 และนำมาจากเมืองกาฐ เมืองหลวงของอาณาจักรโครเรซเมีย เสาอีก 17 ต้นถูกนำมาจากสถานที่เดียวกันนั้นอย่างน้อยหนึ่งศตวรรษต่อมา ส่วนเสาที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่สร้างขึ้นในคริสต์ ศตวรรษที่ 17-18 แม้ว่าเสาเหล่านี้จะดูเหมือนกันหมดในแวบแรก แต่การตกแต่งเฉพาะเจาะจงนั้นแตกต่างกันไปตามอายุ
พาท่านชม พระราชวังทอช-ฮอฟลี (Tosh-Hovli Palace) ซึ่งมีความหมายว่า “บ้านหิน” เป็นพระ ราชวังที่มีการตกแต่งภายในที่หรูหราที่สุดของเมืองคีว่า ประดับประดาด้วยกระเบื้องเซรามิกสีน้ำเงิน เสาไม้แกะสลัก และซุ้มประตูที่วิจิตรบรรจง สร้างโดยอัลลาคูลี ข่าน ในช่วงระหว่างปีค.ศ.1832-1841 กล่าวกันว่ามีห้องมากกว่า 150 ห้อง ไม่ว่าจะเป็น ห้องรับแขก ห้องนางสนม ห้องบรรทมของท่านข่าน ห้องบัลลังก์ และอีวาน (ระเบียงมีหลังคา) อันหรูหรา รวมถึงรถม้าอันงดงามที่สร้างขึ้นในปีค.ศ.1872
นำท่านชม กลุ่มอาคารอิสลาม-โคจา (Islam-Khodja Complex) สร้างระหว่างปีค.ศ.1908-1910 ประกอบด้วยโรงเรียนสอนศาสนาและหอคอยมินาเร็ต สถานที่แห่งนี้ตั้งชื่อตามอิสลาม โคจา ซึ่งเป็นมหาเสนาบดี (และเป็นลูกพี่ลูกน้องคนแรก) ของมูฮัมหมัด ราห์มี บาฮาดูร์ที่ 2 ผู้ปกครองคีว่าตั้งแต่ปี ค.ศ.1864-1910 อิสลาม โคจาเป็นผู้ปฏิรูปที่ทันสมัยที่นำสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆ มาสู่เมืองคีว่า รวมถึงโรงพยาบาล ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข และโรงเรียนที่ไม่ขึ้นกับศาสนา แม้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่จนได้เห็นหอคอยแห่งนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์ แต่เขาก็ถูกแทงเสียชีวิตในปีค.ศ.1913 หอคอยมีความสูงทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 57 เมตร ตัวหอคอยค่อยๆ เรียวลงตามความสูง พร้อมกับส่วนโค้งที่เด่นชัด พื้นผิวของหอคอยประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียว น้ำเงิน ขาว และน้ำตาล จัดเรียงเป็นลวดลายเรขาคณิตอย่างง่าย ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในเมืองคีว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปบนหอคอยได้
นำท่านชม สุสานปาห์ลาวัน มาห์มุด (Pahlavan Mahmud Mausoleum) ปาห์ลาวัน มาห์มุด เป็นกวีและนักมวยปล้ำชาวอิหร่านที่มีชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ.1247-1326 มาห์มุดได้รับการยกย่องให้เป็นแบบอย่างของอัศวินอิหร่าน และในด้านความสำเร็จทางวรรณกรรมและกีฬา แม้ว่าเขาจะไม่ใช่บุคคลสำคัญทางศาสนาโดยตรง แต่สุสานของเขากลายเป็นสถานที่แสวงบุญยอดนิยมทั้งในเมืองคอย (ในอิหร่าน) และเมืองคีว่า (ในอุซเบกิสถาน) ซึ่งทั้งสองเมืองต่างอ้างว่ามาห์มุดเป็นบุคคลสำคัญของตน
ในปี ค.ศ. 1810 ผู้ปกครองของราชวงศ์กุงกราต โมฮัมหมัด ราฮิมที่ 1 (ครองราชย์ ค.ศ.1806-1825) ได้ยกย่องมาห์มุดให้เป็นนักบุญอุปถัมภ์ของอาณาจักร และเริ่มตกแต่งสุสานของเขาให้สวยงาม โดยส่วนสำคัญที่สุดคือ ห้องโถงทรงโดมขนาดใหญ่ที่ประดับด้วยโดมสีน้ำเงินแบบติมูริดซึ่งเป็นแห่งเดียวในเมืองโบราณคีว่า งานกระเบื้องเคลือบที่ประดับประดาด้วยรูบาอี (บทกวีเปอร์เซีย) ของมาห์มุดตั้ง อยู่ทั่วทั้งบริเวณ
เย็น รับประทานอาหารเย็น
18.00 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติอูร์เกนช์ <40KMS/50MIN> เพื่อเตรียมตัวเช็คอินสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ
20.15 น. เหินฟ้าสู่ เมืองทาชเค้นท์ โดยสายการบิน Uzbekistan Airways เที่ยวบินที่ HY054 UGC-TAS
(20.15-21.35) (ใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง 20 นาที)
21.35 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติทาชเค้นท์ หลังรับกระเป๋าสัมภาระแล้ว เดินทางไปโรงแรมที่พัก
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Mercure Tashkent South Hotel 4* หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
นำท่านชม จัตุรัสอามีร์ ติมูร์ (Amir Temur Square) ตั้งอยู่ใจกลางเมืองทาชเคนต์ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและหลากหลาย เดิมทีสร้างขึ้นเป็นสวนสาธารณะกลางของเมืองทาชเคนต์ใหม่ในปีค.ศ. 1870 จวบจนกระทั่งปีค.ศ.1993 จัตุรัสแห่งนี้จึงได้รับชื่อปัจจุบันและมีรูปปั้นอามีร์ ติมูร์ สร้างโดยช่างประติมากรคามอลและอิลคอม จาบบารอฟ เปิดตัวเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 1994 เพื่อเป็นการรำลึกถึงวันครบรอบ 3 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของอุซเบกิสถาน รูปปั้นขี่ม้าแสดงให้เห็นอามีร์ ติมูร์ในชุดทหารหลวง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนบทบาทของเขาในฐานะรัฐบุรุษและผู้บัญชาการที่ทรงอำนาจ ส่วนจารึกบนอนุสาวรีย์ “ความเข้มแข็งอยู่ที่ความยุติธรรม” แสดงไว้ในสี่ภาษา เน้นย้ำถึงมรดกอันยั่งยืนของติมูร์ ปัจจุบัน จัตุรัสแห่งนี้ ยังคงเป็นแลนด์มาร์คสำคัญในทาชเคนต์ ที่ล้อมรอบด้วยอาคารที่โดดเด่นหลายแห่ง รวมถึงหอประชุมนานาชาติ ซึ่งสร้างขึ้นในปีค.ศ. 2009 เพื่อรำลึกถึงวันครบรอบ 2200 ปีของเมืองทาชเคนต์ อาคารอันยิ่งใหญ่นี้ด้วยโดมขนาดใหญ่และรูปปั้นสีทอง ช่วยเสริมภูมิทัศน์ทางสถาปัตยกรรมที่น่าประทับใจของจัตุรัส นักท่องเที่ยวยังสามารถสำรวจพื้นที่สีเขียวและน้ำพุโดยรอบ
ในบริเวณใกล้เคียงติดกับจัตุรัสอามีร์ ติมูร์ นำท่านชม พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ราชวงศ์เตมูริด (The State Museum of the Temurids History) ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกมากมายเกี่ยวกับชีวิตและความสำเร็จของอามีร์ ติมูร์และราชวงศ์ของเขา พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 1996 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 660 ปีแห่งการประสูติของอามีร์ ติมูร์ การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากอนุสรณ์สถานทางสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นโครงการสร้างชาติ และเป็นประตูสู่การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์สมัยใหม่ของชาวอุซเบกิสถาน คอลเลกชันของพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วยโบราณวัตถุมากกว่า 5,000 ชิ้นที่อุทิศให้กับชีวิตของอามีร์ ติมูร์และทายาทของเขา
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
เที่ยวชมเมืองทาชเค้นท์ นำชม กลุ่มอาคารประวัติศาสตร์คัสต์-อิหม่าม (หรือฮาซราติ อิหม่าม) (The historic Khast-Imam Complex) เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของเมือง และเป็นศูนย์กลางอิสลามที่สำคัญ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ได้แก่ โรงเรียนสอนศาสนาบารัค ข่าน สุสานคัฟฟัล ชาชี มัสยิดฮาซราตี อิหม่ามขนาดใหญ่สไตล์โมเดิร์น และห้องสมุดมุย มูโบรัก ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาคัมภีร์อัลกุรอานฉบับอุสมานโบราณที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เชื่อกันว่ามาจากช่วงคริสต์ ศตวรรษที่ 7 ซึ่งนำมายังภูมิภาคนี้โดยอามีร์ ติมูร์ กลุ่มอาคารนี้ได้รับการบูรณะและรวมเข้าด้วยกันในปีค.ศ. 2007 รักษาไว้ซึ่งมรดกทางศาสนาอันลึกซึ้งด้วยอาคารที่ปูด้วยกระเบื้องที่ปราณีตและงดงาม และเป็นสถานที่แสวงบุญที่สำคัญสำหรับชาวมุสลิม
เย็น รับประทานอาหารเย็น
19.30 น. เดินทางถึง สนามบินนานาชาติทาชเค้นท์ เพื่อเตรียมตัวเช็คอินสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ
22.30 น. เหินฟ้าสู่ กรุงเทพฯ โดยสายการบิน Uzbekistan Airways เที่ยวบินที่ HY531 TAS-BKK (22.30-06.40+1) (ใช้เวลาบิน 6 ชั่วโมง 10 นาที)
06.40 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ
18 ซอย27 (บุญศิริ 2) ถนนสุขุมวิท ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ 10270
ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า
ค้นหาโปรแกรมทัวร์
หน้าหลัก
ขอใบเสนอราคา