
| วันเดินทางไป - กลับ | ผู้ใหญ่ท่านละ | พักเดี่ยวเพิ่มเงิน | ราคาเด็กท่านละ | |
|---|---|---|---|---|
| 14 พ.ย. 69 - 27 พ.ย. 69 | 249,900 บาท | 25,000 บาท | สอบถามเพิ่มเติม | จอง |
23.00 น. คณะพร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกชั้น 4 ประตู 9 เคาน์เตอร์ S/T โดยสายการบิน EMIRATES โดยมีเจ้าหน้าที่บริษัทคอยให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกในการเช็คอินด้านสัมภาระและเอกสารให้กับท่าน
02.25 น. เหินฟ้าสู่ ดูไบ โดยสายการบิน EMIRATES เที่ยวบิน EK 377 (ใช้เวลาบิน 7 ชั่วโมง)
06.00 น. เดินทางถึงท่าอากาศยานานาชาติโดฮา เพื่อรอเปลี่ยนเครื่องสำหรับเที่ยวบินถัดไป
07.55 น. เหินฟ้าสู่ บาสร่า โดยสายการบิน EMIRATES เที่ยวบิน EK 945 (ใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง 55 นาที)
08.50 น. เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเมืองบาสร่า (Basrah) ประเทศอิรัก หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว นำท่านไปชม เมืองเก่าบาสร่า (Basrah Old Town) ซึ่งมีสถานที่สำคัญต่างๆมากมาย อาทิเช่น มัสยิดอิหม่ามอาลีแห่งบาสร่า (Imam Ali Mosque of Basrah) เป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุด นับตั้งแต่มีการก่อตั้งศาสนามุสลิมขึ้นมา ก่อสร้างขึ้นในปีค.ศ. 635 ท่านอิหม่ามอาลีเคยมาเยือนมัสยิดแห่งนี้ ที่นี่จึงเป็นสถานที่จาริกแสวงบุญแห่งหนึ่งของชาวมุสลิม นิกายชีอะห์ ปัจจุบันมัสยิดเก่าหลงเหลือเพียงแค่บางส่วนและได้มีการบูรณะเพิ่มเติมในเวลาต่อมา ซึ่งถือได้ว่ามัสยิดแห่งนี้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมหลักของเมืองนี้
นอกจากนี้เขตเมืองเก่าบาสร่า ยังเป็นที่ตั้งของอาคารบ้านเรือนที่ตั้งอยู่สองฝั่งตามแนวของแม่น้ำบาสร่า อาคารส่วนใหญ่ก่อสร้างโดยใช้สถาปัตยกรรมแบบออตโตมันดั้งเดิม ที่เรียกว่า Shenashil House ซึ่งสะท้อนให้เห็นความรุ่งเรืองในอดีตของเมืองบาสร่า ปัจจุบันอาคารส่วนใหญ่ถูกทิ้งให้รกร้างว่างเปล่า บางแห่งหลงเหลือเพียงซากปรักหักพัง อันเป็นผลมาจากภัยสงครามที่เคยเกิดขึ้นในพื้้นที่นี้ หากเป็นไปได้จะนำท่านเข้าเยี่ยมชมหนึ่งในอาคารเก่าแก่ Shenashil House ซึ่งเจ้าของเป็นพ่อค้าชาวกรีกผู้มั่งคั่งในคริสต์ศตวรรษที่ 19
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
จากนั้นนำท่านชม วังของซัดดัม ฮุสเซน (Presidential Palace) ในย่านริมน้ำ Shatt Al Arab Baks เมืองบาสร่า หนึ่งในวังกว่า 170 แห่งที่มีในประเทศอิรัก ชมร่องรอยความหรูหราฟุ่มเฟือยที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นชีวิตจริงของอดีตผู้นำคนสำคัญ “ซัดดัม ฮุสเซน” (Saddam Hussein) อดีตประธานาธิบดีของอิรักดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี ค.ศ.1979 ในฐานะประธานาธิบดี ซัดดัมได้พัฒนาลัทธินิยมตัวผู้นำอย่างบ้าคลั่ง ปกครองรัฐบาลเผด็จการและกุมอำนาจไว้ได้แต่เพียงผู้เดียว ซัดดัมได้จัดการกับการเคลื่อนไหวที่มีแนวโน้มเป็นภัยคุกคาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพวกชนกลุ่มน้อย เช่น ชาวเคิร์ด หรือกลุ่มทางศาสนาที่ต้องการเรียกร้องอิสรภาพหรือการปกครองตนเอง แต่อย่างไรก็ตามเขายังคงเป็นวีรบุรุษที่ประชาชนชาวอิรักชื่นชม เขาโดดเด่นในหมู่ผู้นำอาหรับอื่นๆ ในฐานะผู้ที่ลุกขึ้นต่อต้านสหรัฐ และชาติอื่นๆ ในประชาคมโลกยังคงเฝ้าระวังจับตามองซัดดัมด้วยความหวาดระแวงว่ามีอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงไว้ในครอบครอง แต่ในที่สุดชะตากรรมของเขาได้จบลงหลังถูกจับกุมและถอดออกจากตำแหน่ง โดยกองกำลังนานาชาติซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามอิรัก และท้ายสุดซัดดัมต้องจบชีวิตด้วยโทษประหาร โดยการถูกแขวนคอ จากคดีอาชญากรรมต่างๆที่เขาก่อขึ้นในวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ.2006
จากนั้นเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์บาสร่า (Basrah Museum) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของพระราชวังเดิมของซัดดัม ฮุสเซน จัดแสดงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับอารยธรรมเมโสโปเตเมีย อารยธรรมบาบิโลนเนียน อารยธรรมเปอร์เซีย และเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเมืองบาสร่า เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กที่รวบรวมวัตถุโบราณล้ำค่าไว้มากมาย
หากมีเวลาเหลือ นำท่านเดินทางไปยังบริเวณย่านถนนเลียบริมน้ำ Shatt Al Arab Corniche ชมความงดงามของสองฝั่งแม่น้ำในยามเย็น เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตชาวเมืองที่พากันออกมานั่งเล่น เดินเล่นในบรรยากาศผ่อนคลายสบายๆ ช่วงเย็นหลังจบภารกิจในชีวิตประจำวัน
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
เข้าสู่โรงแรมที่พัก MOVE'NPIC ZENAT AL-HAYAT HOTEL 4*, BASRA
เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
ออกเดินทางสู่ บึงหนองน้ำลุ่มแม่น้ำไทกริส (Marshes) เพื่อล่องเรือไปตามหนองน้ำบนลุ่มแม่น้ำไทกริส ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในระบบนิเวศที่สมบูรณ์และมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก บรรยากาศโดยรอบสวยงาม เป็นสภาพธรรมชาติแวดล้อมที่หาชมได้ยาก เพราะที่นี่คนอาศัยอยู่ร่วมเคียงข้างกับธรรมชาติและสัตว์ต่างๆได้อย่างกลมกลืน ถึงแม้ว่าบริเวณนี้เคยถูกนโยบายทางการเมืองในการขับไล่ผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณนี้ให้ออกจากพื้นที่ให้หมด ในช่วงการปกครองของซัดดัม ฮุสเซน แต่ชาวบ้านยังคงรักและหวงแหนในดินแดนถิ่นกำเนิดของตน ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จึงมีการอพยพของผู้คนย้ายกลับมาสร้างถิ่นฐานบ้านเรือนกระจายอยู่หลายหมู่บ้าน โดยเฉพาะในบริเวณปากแม่น้ำชัฏ อัล อาหรับ (Shatt al-Arab River) อีกครั้ง ตามนโยบายการฟื้นฟูพื้นที่หนองน้ำของรัฐบาล ซึ่งเดิมทีบริเวณนี้มีผู้คนอยู่อาศัยมาตั้งแต่ 5,000 ปีที่แล้วเชื่อได้จากการที่พบหลักฐานงานแกะสลักหินของชาวสุเมเรียน แหล่งน้ำขนาดมหึมาที่ถูกปกคลุมไปด้วยต้นกกจำนวนมากนี้ จึงนับเป็นบ้านของชาวอาหรับที่อาศัยหนองน้ำอยู่ตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ซึ่งพวกเขาได้สืบทอดรักษาวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ยังชีพด้วยการตกปลา เลี้ยงควายน้ำ และการทอกก
ระหว่างทางแวะที่เมืองคูน่า เพื่อชม สวนอีเดน (Garden of Eden) หรือตามที่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ว่าเป็นอุทยานของพระเจ้า และเป็นสวนที่ถูกบรรยายในพระธรรมปฐมกาลว่าเป็นที่อยู่ของมนุษย์สองคนแรกของโลก นั่นคือ อดัม และ เอวา นำท่านชม ต้นไม้ของอาดัม (Adam Tree) ตามตำนานการเกิด “อดัม” มนุษย์คนแรกของโลก ซึ่ง ณ สถานที่แห่งนี้เป็นจุดบรรจบของสองแม่น้ำสายหลัก ที่เป็นต้นกำเนิดแห่งอารยธรรมมาแต่โบราณ นั่นคือ แม่น้ำไทกริส (Tigris River) และ แม่น้ำยูเฟรติส (Euphrates River)
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
บ่าย นำท่านเดินทางสู่ เมืองโบราณอูร์ (Ur) ตั้งอยู่ห่างจากเมืองนาจาฟ 272 กิโลเมตร เป็นเมืองต้นกําเนิดอารยธรรมสุเมเรียนของชาวซูเมอร์ (Sumer) ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 3,800 ปีก่อนคริสตกาล
นำชม ซิกกูรัตแห่งอูร์ (Ziggurat of Ur) สร้างขึ้นด้วยลักษณะคล้ายกันกับหอคอยแห่งบาเบล (Tower of Babel) ที่ถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์ รวมทั้งกลุ่มอาคารวิหารที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการบวงสรวงเทพเจ้า ซึ่งชาวซูเมอร์เชื่อกันว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าซิน หรือ เทพเจ้านันนา (God Sin or God Nanna) ซึ่งเป็นเทพแห่งดวงจันทร์ ใจกลางของซิกกูรัตมีซากปรักหักพัง ที่คาดว่าน่าจะเป็นวิหารสำหรับใช้เป็นศูนย์กลางในการบริหารเมือง แหล่งโบราณคดี เมืองอูร์แห่งนี้ เชื่อกันว่าเป็นบ้านเกิดของศาสดาอับราฮัม
จากนั้นเดินต่อไปยัง สุสานหลวงราชวงศ์สุเมเรียน (Royal Cemetery at Ur) โบราณสถานแห่งนี้ค้น พบโดยลี โอนาร์ด วูลเลย์ (Leonard Woolley) นักโบราณคดีที่ได้รับการสนับสนุนจากพิพิธภัณฑ์แห่ง ชาติอังกฤษและมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียให้ทำการขุดเจาะสำรวจพื้นที่ตั้งแต่ในปี ค.ศ. 1922-1934 พิธีการฝังพระศพของราชวงศ์สุเมเรียน แตกต่างไปจากอารยธรรมอื่นๆ เมื่อกษัตริย์ของราชวงศ์สิ้นพระ ชนม์แล้ว ข้าราชบริพารที่เคยรับใช้กษัตริย์จะต้องถูกฝังพร้อมกับกษัตริย์ด้วย เนื่องจากความเชื่อที่ว่าข้าราชบริพารนั้นจำเป็นต้องติดตามรับใช้กษัตริย์ในโลกหน้า ดังนั้นสุสานแห่งนี้จึงมีการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ในหลุมโดยรอบสุสานหลวงจำนวน 78 ร่าง บางแห่งพบภาชนะคล้ายถ้วยขนาดเล็กอยู่ใกล้โครงกระดูก จึงเป็นข้อสันนิษฐานของนักโบราณคดีว่า ข้าราชบริพารบางส่วนอาจจะสมัครใจดื่มยาพิษเอง แต่ก็มีบางโครงกระดูกที่พบร่องรอยของการทุบตีด้วยของแข็งจนเสียชีวิตเช่นกัน อันเป็นผลมาจากการปฏิเสธที่จะดื่มยาพิษด้วยตนเอง และที่นี่ได้ค้นพบโบราณวัตถุที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากมาย อาทิเช่น เครื่อง ประดับทำจากทอง เงิน อัญมณี และโลหะ เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องดนตรี เป็นต้น
เดินทางต่อไปยัง เมืองนาซิริย่า (Nasiriya) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัดดิห์การ์ (Dhi-Qar) ซึ่งตั้งอยู่ ใกล้กับซากเมืองโบราณอูร์ (Ur) บนบริเวณแม่น้ำยูเฟรติส เป็นเมืองที่มีบรรยากาศคึกคัก ตกเย็นผู้คน ออกมาจับจ่ายซื้อของกันมากมายในตลาดท้องถิ่น (Souk) ของเมืองนาซิริย่าแห่งนี้
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
เข้าสู่โรงแรมที่พัก SUMERION HOTEL 4*, NASIRIYA
เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
ออกเดินทางสู่ เมืองโบราณอูรุก (Uruk Ruins) หากนับอายุแล้วถือได้ว่าอูรุกเป็น "เมืองหลวงแห่งแรกของโลก" ที่ก่อสร้างขึ้นโดยชาวสุเมเรียน (Sumerian) เผ่าพันธุ์ที่นักประวัติศาสตร์ให้การยอมรับว่าคือมนุษย์กลุ่มแรกที่พัฒนาการเขียนและสร้างตัวอักษร อูรุกเป็นที่มาของชื่อยุคอูรุก ซึ่งกินเวลาประมาณ 4,000-3,100 ปีก่อนคริสตศักราช ในยุคที่เมืองนี้รุ่งเรืองถึงขีดสุด อูรุกมีผู้อยู่อาศัยมากกว่า 50,000 คน จนเรียกได้ว่า เป็นหนึ่งในเมืองที่สำคัญที่สุดในสมัยเมโสโปเตเมียโบราณ ตั้งอยู่ในประเทศอิรักตอนใต้ รู้จักกันในชื่อวาร์กา (Warka) ในปัจจุบัน อูรุกมีชื่อเสียงในด้านสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์และถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเฉลียวฉลาดและความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมของชาวสุเมเรียนอีกด้วย
นำชม ซิกกูรัตแห่งอูรุก (Ziggurat of Uruk) สิ่งปลูกสร้างขนาดมหึมาในสมัยเมโสโปเตเมีย โดยชาวสุเมเรียน เชื่อว่าเทพเจ้าประทับอยู่ในวิหารบนยอดสุดของซิกกูรัตแห่งนี้ ฉะนั้นจึงมีเฉพาะนักบวชและบุคคลที่ได้รับความเคารพอย่างสูงเท่านั้น ที่จะสามารถเข้าไปภายในได้ ซิกกูรัตมีลักษณะเป็นแท่นสูงทรงสี่เหลี่ยม ที่มีด้านลาดเอียงสี่ด้าน คล้ายกับพีระมิดที่ถูกตัดขาด ซิกกูรัตทำจากอิฐดินเหนียว ซึ่งเป็นวัสดุที่นิยมใช้กันในแถบนี้ เนื่องจากหินเป็นวัสดุหายาก ซิกกูรัตจึงเป็นศูนย์กลางของระบบการเมืองแบบเทวธิปไตย นักโบราณคดีประเมินว่าต้องใช้คนงาน 1,500 คนทำงานเฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมงเป็นเวลาประมาณ 5 ปี จึงจะสร้างที่นี่ได้สำเร็จ ทางเดียวที่จะขึ้นไปถึงยอดซิกกูรัตได้คือต้องขึ้นบันไดสูงชัน ส่วนบนที่เรียบของซิกกูรัตถูกเคลือบด้วยบิทูเมน (คล้ายยางมะตอยที่ใช้ปูถนน) และทับด้วยอิฐ เพื่อเป็นฐานที่มั่นคงและกันน้ำ ด้านบนสุดมี วิหารสีขาว (Temple of Salougee) วิหารแห่งนี้ได้รับชื่อนี้เนื่องจากภายในและภายนอกถูกทาด้วยสีขาวทั้งหมด ซึ่งจะทำให้วิหารดูสว่างสดใสเมื่อโดนแสงแดดแรงๆ สร้างขึ้นในยุคอูรุกตอนปลาย และอุทิศให้กับเทพเจ้าอานูแห่งท้องฟ้า (The sky god Anu) วิหารแห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่บนซิกกูรัตและมองเห็นได้จากระยะไกลในอดีต
นำท่านเดินทางต่อไปยัง เมืองนาจาฟ (Al-Najaf) เมืองศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม ตั้งอยู่ในเขตภาคกลางของประเทศอิรัก ห่างจากเมืองแบกแดดราว 160 กิโลเมตร เป็นเมืองต้นกําเนิดของศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ พาแวะชมสถานที่สำคัญที่สุดของเมือง นั่นคือ มัสยิดและหลุมฝังศพอิหม่ามอาลี (Imam Ali Mosque) ซึ่งเป็นที่ตั้งของสุสานของอิหม่ามอาลี รวมทั้งเหล่าบรรดาญาติและลูกเขยของศาสดานบี ดามูฮัมหมัด และสุสานของกาหลิบองค์ที่สี่ (ช่วงปี ค.ศ. 656-661) มัสยิดแห่งนี้ถูกสร้างครั้งแรกในช่วงปี ค.ศ. 786 และได้ผ่านการบูรณะมาหลายครั้ง หลายสมัย โครงสร้างปัจจุบันมีวิหารโดมทองคำตั้งเด่นเป็นสง่า ถูกขนาบข้างด้วยหอขานคู่อันสวยงาม
ระหว่างทางนำท่านแวะชม สุสานวาดี อุส ซาลาม (Wadi-us-Salaam Cemetery) ซึ่งเป็นสุสานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีหลุมศพตั้งอยู่ที่นี่มากกว่า 6 ล้านหลุม ซึ่งโดยมากเป็นชาวมุสลิมชีอะห์ที่ต้องการถูกฝังอยู่ใกล้กับท่านอิหม่ามอาลี ในเมืองนาจาฟอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ จุดนี้ท่านจะได้เห็นวิว ทะเลสาบอัล-นาจาฟ (Al-Najaf Sea) อันสวยงามที่เลื่องชื่อในฐานะเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ท่ามกลางทะเลทรายในเขตตอนกลางของประเทศอิรัก เป็นฉากหลังอันสวยงามของสุสานแห่งนี้
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
บ่าย ออกเดินทางสู่ เมืองคาบาล่า (Karbala) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอิรัก ห่างจากกรุงแบกแดดราว 100 กิโลเมตร ซึ่งมุสลิมชีอะห์ถือว่าเมืองนี้เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์เทียบเท่ากับเมกกะ เมดีน่า และเยรูซาเลม
นำท่านชม มัสยิดและหลุมฝังศพ อิหม่ามฮุซัยน์ (Imam Husayn Ibn Ali Shrine) เป็นบุตรของท่านอาลีที่เสียชีวิต ระหว่างการต่อสู้ระหว่าง 2 นิกายของศาสนาอิสลาม (ซุนนี่ และ ชีอะห์) พร้อมแวะชม มัสยิดและหลุมฝังศพ อิหม่าม อัล-อับบาส (Al Abbas) ซึ่งเป็นบุตรของท่านอาลี และเป็นหลานท่านนบี มูฮัมหมัด ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เดียวกันเช่นกัน โดยมัสยิดดังกล่าวทั้งสองถือเป็นมัสยิดศักดิ์สิทธิ์และสำคัญของชาวมุสลิมชีอะห์
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
เข้าสู่โรงแรมที่พัก RAYHAAN KARBALA HOTEL 4*, KARBALA
เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
ออกเดินทางสู่ เมืองโบราณบาบิโลน (Babylon) ห่างจากกรุงแบกแดด 123 กิโลเมตร เป็นเมืองโบราณที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมโสโปเตเมีย เดิมเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรบาบิโลเนีย (Babylonia Kingdom) ซึ่งเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็ง มีการปกครองแบบรวมศูนย์มีการเก็บภาษีอากร และมีการเกณฑ์ทหารต่อมาถูกพวกฮิตไทต์ (Hittite) เข้าปล้นสะดมเมื่อ 1,590 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งได้เข้าครอบครองกรุงบาบิโลนเป็นเวลาถึง 400 ปี ต่อมาเมื่อ 612 ปีก่อนคริสต์ศักราช ถูกพวกคาลเดียน(Chaldean) ซึ่งเป็นชนเผ่าฮีบรูเข้ามายึดกรุงนิเนเวห์ได้สำเร็จและสถาปนากรุงบาบิโลนขึ้นเป็นเมืองหลวงอีกครั้งและตั้งเป็นอาณาจักรบาบิโลเนียขึ้นมาใหม่ ทำให้อาณาจักรนี้มีความเจริญ รุ่งเรืองมาก โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ (Nebuchadnezzar) พวกคาลเดียนได้ยกกอง ทัพไปตีเมืองเยรูซาเลม และต้อนเชลยชาวยิวมายังกรุงบาบิโลน และยังมีการสร้างสวนขนาดใหญ่เรียกว่า สวนลอยแห่งบาบิโลน (Hanging Gardens of Babylon) ซึ่งถือได้ว่าเป็น สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ โดยพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 แห่งอาณาจักรบาบิโลเนียได้สร้างสวนแห่งนี้ให้แก่มเหสีของพระองค์ชื่อ พระนางเซมีรามีส ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ 600 ปีก่อนคริสต์ศักราช ต่อมาในช่วงสมัยของซัดดัม ฮุสเซน ได้บูรณะสถาน ที่แห่งนี้ใหม่ทั้งหมด แต่ทำการบูรณะไม่ถูกต้องตามหลักการของการบูรณะโบราณสถานในระดับสากล ทำให้ดูไม่สวยงามน่าประทับใจดังเดิม หากแต่ความสำคัญของสถานที่นี้ในอดีตนั้นยิ่งใหญ่มาก อย่างน้อยก็เป็นสถานที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ มหาราชสิ้นพระชมน์ในห้องท้องพระโรงในอดีต ซึ่งพระศพของพระองค์ถูกล้อมรอบด้วยนายพลทหารรอบกายที่เศร้าโศกเสียใจกับการจากไปของกษัตริย์มหาราชผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร
นำท่านชม ประตูอิชตาร์ (Ishtar Gate) ที่สวยงามและมีชื่อเสียง ปัจจุบันมีการจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เปอร์กามอน (Pergamon Museum) ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน แต่ที่นี่ท่านจะได้เห็นโครงสร้างเดิมของประตูที่มีการแกะสลักที่งดงามวิจิตร
จากนั้นนำชมบริเวณด้านหลังของบาบิโลน ซึ่งเป็นที่ตั้งของ วังของซัดดัม ฮุสเซน (Palace of Saddam) อดีตเคยเป็นหนึ่งในพระราชวังที่สวยที่สุดของซัดดัม ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่เหนือทิวทัศน์อันงดงามของแม่น้ำยูเฟรติส หากแต่สภาพปัจจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพังของหอคอย และอาคารวังเก่าที่ทรุดโทรม เพราะถูกชาวบ้านมาปล้นขโมยทุกสิ่งทุกอย่างที่มีค่าไปหมด แม้กระทั่งหลอดไฟหลอดสุดท้าย และตามผนังห้องก็เต็มไปด้วยการพ่นสีเขียนข้อความต่างๆ หรือเรียกว่า กราฟิตี้ นั่นเอง ขนาดอันใหญ่โตมโหฬารและร่องรอยความงดงามที่ยังหลงเหลือของวังแห่งนี้ สะท้อนให้เห็นความมั่งคั่งของซัดดัม ในสมัยที่ยังเรืองอำนาจ แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่เคยมีโอกาสที่จะมาอยู่ที่นี่ด้วยซ้ำ
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
บ่าย เดินทางต่อเพื่อไปชม เมืองโบราณเทซิฟอน (Ctesiphon) เมืองโบราณที่ตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำไทกริส ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่างจากกรุงแบกแดด 35 กิโลเมตร ปัจจุบันหลงเหลือเพียงซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมถึงตัวพระราชวัง อันเป็นผลมากจากการทำสงครามและภัยพิบัติทางธรรมชาติ เดิมเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิพาร์เธียน (Parthian Empire) ในช่วง 58 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมากลายเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิซัสซาเนียน (Sassanian Empire) และจักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire) เป็นจักรวรรดิสุดท้ายที่ได้ครองดินแดนแห่งนี้ ก่อนที่จะตกเป็นของกลุ่มกองกําลังในนามมุสลิมพิชิตเปอร์เซีย (The Muslim conquest of Persia) ในปีคริสต์ ศักราช 651 นำท่านชม ทัก-อี-เกสร่า (Taq-e Kesra) ห้องโถงขนาดใหญ่ ซึ่งในอดีตเป็นพระราชวังของกษัตริย์โคสร่าที่ 1 ของอาณาจักรซัสซาเนียน (Sasanian Khosra I) พระองค์ขึ้นครองราชย์ในช่วงปีค.ศ.241-272 ครั้นได้เวลาพอสมควร เดินทางกลับมายังเมืองแบกแดด
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
เข้าสู่โรงแรมที่พัก NOORLAND HOTEL 4*, BAGHDAD
เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
นำท่านชม พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอิรัก (National Museum of Iraq) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ในกรุงแบกแดด ซึ่งเป็นแหล่งจัดแสดงโบราณวัตถุและนิทรรศการทางประวัติศาสตร์ ในอดีตเคยมีโบราณวัตถุล้ำค่าจากอารยธรรมโบราณต่างๆ ในช่วง 5,000 ปีที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเมโสโปเตเมีย บาบิโลเนีย และเปอร์เชีย แต่ถูกปล้นสะดม หลังการรุกรานที่เกิดขึ้นในอิรัก ในช่วงปี ค.ศ. 2003 ซึ่งพิพิธภัณฑ์ได้ถูกปล้นวัตถุโบราณล้ำค่าไปหลายอย่าง ภายหลังทางพิพิธภัณฑ์สามารถตามหาของที่ถูกขโมยกลับคืนมาได้เพียงบางส่วน และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการอีกครั้งในปี ค.ศ. 2005
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
บ่าย ออกเดินทางต่อสู่ กรุงแบกแดด (Baghdad) อดีตคอลีฟะห์ อัล-มันซูร์ แห่งราชวงศ์อับบาซียะห์ ได้สร้างเมืองใหม่ที่หมู่บ้านแบกแดด และให้ชื่อเมืองใหม่นี้ว่า มะดีนะห์ อัล-ซาเลม ซึ่งหมายถึง เมืองแห่งสันติ ซึ่งในขณะนั้น อัล-มันซูร์ได้เกณฑ์ช่างมาจากที่ต่างๆ ทั้งจากอียิปต์ เปอร์เซีย เมโสโปเตเมีย และซีเรีย ใช้เวลาสร้างนานถึง 4 ปี โดยจัดวางผังเมืองให้มีลักษณะคล้ายป้อมปราการทรงกลมขนาดใหญ่
นำท่านชมเมืองแบกแดดโดยรอบ อาทิเช่น มัสยิด อัล คาดีห์ เมยยะ (Al Kadhi Meyya Mosque) ซึ่งเป็นมัสยิดศักดิ์สิทธิ์ที่เก่าแก่ สร้างในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8 เป็นที่ฝังศพของท่านอิหม่ามองค์ที่ 7 และ 9 ของศาสนาอิสลาม นิกายชีอะห์ จึงนับเป็นอีกหนึ่งในสถานที่จาริกแสวงบุญอันศักดิ์สิทธิ์ของเมืองแบกแดด
นำท่านไปเดินชม ตลาด อัล ซาฟารีน (Al Safareen Souk) เป็นตลาดโบราณตั้งอยู่ใจกลางกรุงแบกแดด เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ในสมัยราชวงศ์อับบาซิด โดยโดดเด่นในด้านช่างฝีมือของตลาดที่มีความเชี่ยวชาญในงานหัตถกรรมทองแดง เป็นข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือนหรือของตกแต่งที่ทำจากทองแดง โดยช่างจะใช้ค้อนและเครื่องมือช่างทำจากมือ ดังนั้นตลาดนี้จึงมีความโดดเด่นจากเสียงทุบตีที่ดังก้องไปทั่วตลาดตลอดเวลา
นำท่านไปเดินเล่นบน ถนนคนเดิน อัล มูตานาบี (Al Mutanabi Street) หรือรู้จักกันในนามถนนหนังสือของเมืองแบกแดด พร้อมแวะดื่มชาที่ ร้านน้ำชาชาร์บันดาร์ (Sharbandar Tea House) ซึ่งเป็นร้านน้ำชาที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมากที่สุดในเมืองแบกแดด
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
เข้าสู่โรงแรมที่พัก NOORLAND HOTEL 4*, BAGHDAD
เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
เดินทางไปยัง เมืองซามาร่า (Samarra) เป็นเมืองทางตอนเหนือของอิรัก ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำไทกริส ในเขตจังหวัดซาลาดีน (Saladin) ห่างจากกรุงแบกแดดไปทางทิศเหนือ 125 กิโลเมตร
นำท่านชม มัสยิดแห่งซามาร่า (The Great Mosque of Samarra) เป็นมัสยิดเก่าแก่ สร้างในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยเริ่มสร้างในปี ค.ศ.848 และเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ.851 สร้างโดยกาหลิบอัล มูตาวัคคิล (Caliph Al-Mutawakkkil) ราชวงศ์อับบาสิด (Abbasid) ซึ่งพระองค์เป็นผู้ปกครองในแคว้นซามาร่าในช่วงตั้งแต่ปี ค.ศ.847-861 ซึ่งนับเป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกในช่วงเวลานั้น โดยมี หอคอยมัลวิย่า (Malwiya Tower) ที่สูงถึง 52 เมตรและกว้าง 33 เมตร พร้อมทางลาดขดเป็นเกลียวลาดลงตามความสูงของหอคอยเป็นจุดเด่นของสถานที่แห่งนี้
ชม มัสยิดอาบูดูลาฟ (Abu Dulaf Mosque) เป็นมัสยิดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ห่างจากเมืองซามาร่าไปทางเหนือประมาณ 15 กิโลเมตร มัสยิดอาบูดูลาฟและมัสยิดใหญ่แห่งซามาร์รา ถือเป็นตัวอย่างอันเป็นเอกลักษณ์ของการวางแผนก่อสร้างแบบศิลปะอิสลามในสมัยอับบาซียะฮ์เคาะลีฟะฮ์ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง ปัจจุบันที่นี่ยังคงได้รับการอนุรักษ์และยังสามารถเดินขึ้นไปชมด้านบนมัสยิดแห่งนี้ได้ โดยมัสยิดอาบูดูลาฟเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกร่วมกับมัสยิดใหญ่แห่งซามาร่าอีกด้วย
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
บ่าย เดินทางต่อไปยัง ฮาตรา (Hatra) เมืองป้อมปราการแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์กรยูเนสโก้ในปี ค.ศ.1985 เป็นแหล่งโบราณคดีที่จะดึงดูดผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ให้ได้มาสัมผัสกับความยิ่งใหญ่ในอดีต ซากเมืองที่หลงเหลืออยู่เป็นเครื่องยืนยันถึงความสำคัญของเมืองนี้ ที่ครั้งหนึ่งฮาตราเคยมีชื่อในด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพราะเป็นสถานที่สำคัญตั้งอยู่ระหว่างทางแยกของเส้นทางการค้าหลัก ระหว่างจักรวรรดิโรมันและจักรวรรดิพาเธียน ต่อมาในปี ค.ศ.2005 ฮาตราตกอยู่ภายใต้การยึดครองและตกเป็นเป้าหมายของกองกำลังกลุ่มติดอาวุธ ISIS ที่ทำลายเมืองฮาตราแห่งนี้ ฮาตราจึงได้ถูกเพิ่มเข้าไปในรายการมรดกโลกขององค์กรยูเนสโก้ในรายการ “มรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตราย” เกือบ 15 เปอร์เซ็นต์ของเมืองถูกทำลายระหว่างความขัดแย้งในครั้งนี้
นำท่านชม วิหารมารัน (The Temple of Maran) ตั้งอยู่ในด้านทิศตะวันออกของเมือง เป็นวิหารที่มีห้องใต้ดินขนาดยาว ภายในตกแต่งอย่างสวยงาม ด้วยการใช้องค์ประกอบการออกแบบในสไตล์ทั่วไปที่ใช้กันในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและตะวันออกกลาง
นำชม Great Iwans Complex เป็นหนึ่งในสถานที่ที่น่าประทับใจที่สุดในฮาตรา ประกอบด้วยอิวาน 2 หลัง (คือโถงหรือพื้นที่รูปสี่เหลี่ยม) แต่ละฝั่งขนาบข้างด้วยห้องโถงเล็กๆ 2 ห้องและเป็นวิหารที่มีชื่อเสียงจากความสวยงามของศิลปะแบบพาเธียน (Parthian) ซึ่งมีส่วนโค้งทรงโดม มีการค้นพบหลักฐานคำจารึกหลายชิ้นที่ช่วยให้นักโบราณคดีสามารถระบุเรื่องราวสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นมาในเวลานั้นได้
นำชม The Temple of Allat วิหารแห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 2 เชื่อกันว่าได้รับคำสั่งจากกษัตริย์ซานาทรัค ที่ 1 (King Sanatruq) กษัตริย์องค์แรกของอาณาจักรฮาตรา ในยุคเมโสโปเตเมียโบราณ พระองค์ทรงครองราชย์ในช่วงปี ค.ศ.180-205 ที่นี่นักโบราณคดีได้พบเห็นซากรูปปั้นที่เป็นตัวแทนของราชวงศ์นี้ ทั้งกษัตริย์ซานาทรัค (King Sanatruq) และเจ้าชายอับซามิยะ (Abdsadmiya) พระราชโอรส ในบริเวณผนังด้านหลังของวิหารแห่งนี้
จากนั้นนำท่านเดินทางไปยัง เมืองโมซุล (Mosul) เป็นเมืองเอกทางตอนเหนือของประเทศอิรัก ห่างจากแบกแดดประมาณ 400 กิโลเมตร บริเวณเมืองและพื้นที่โดยรอบ มีประชากรอาศัยอยู่หลากหลายเชื้อชาติ ส่วนใหญ่เป็นชาวอาหรับ ชาวอัสซีเรีย ชาวเติร์กเมน และชาวเคิร์ด มีผู้นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนหนี่มากที่สุด แต่ก็ยังมีผู้นับถือศาสนาคริสต์อยู่จำนวนหนึ่ง โมซุลมีสินค้าส่งออกที่สำคัญ คือ หินอ่อนและน้ำมัน อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยโมซุลและวิทยาลัยแพทย์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการศึกษาและวิจัย ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในตะวันออกกลาง ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2014 เป็นปีที่กองกำลังไอซิส (ISIS) แผ่ขยายอำนาจด้วยการก่อวินาศกรรมหลายครั้ง จากซีเรียคืบคลานเข้าสู่อิรักในท้ายที่สุด ซึ่งไอซิสได้ยึดเมืองเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังและสถาปนาโมซุลให้เป็นรัฐอิสลามได้สำเร็จ จนกระทั่งในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.2017 รัฐบาลอิรักยึดเมืองคืนกลับมาได้ด้วยความช่วยเหลือจากกองกำลังนานาชาติ ซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกา จากการปฏิบัติการขับไล่ ISIS ในครั้งนี้ ส่งผลให้ตัวเมืองได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะเขตเมืองเก่าที่ทิ้งร่องรอยไว้อยากมากมาย จนสามารถเรียกได้ว่าเป็น “นครแห่งซากและก้อนอิฐ” ซึ่งทุกวันนี้ยังคงเป็นฝันร้ายของชาวเมืองที่ยังไม่จบสิ้น ถึงแม้ว่าการสู้รบสิ้นสุดไปนานแล้ว แต่บ้านเรือนหลายหลังยังคงไม่ได้รับการฟื้นฟูและยังคงเฝ้ารอความช่วยเหลือจากรัฐบาล ปัจจุบันเป็นช่วงเวลาฟื้นฟูส่วนต่างๆของเมืองทีละส่วน โดยนำความงามและชีวิตกลับคืนสู่สิ่งมหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรมและสถานที่ทางประวัติศาสตร์โดยองค์การยูเนสโก้
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
เข้าสู่โรงแรมที่พัก HOTEL MODERN PLAZA 4*, MOSUL
เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
หลังอาหารเช้า นำท่านชม เมืองเก่าโมซุล (Mosul Old City) การเดินไปตามถนนที่คดเคี้ยวของเมืองเก่าก็เหมือนกับการย้อนเวลากลับไปในอดีต ตรอกซอกซอยแคบๆ และบ้านเรือนแบบดั้งเดิมช่วยบอกเล่าเรื่องราวในอดีต แม้ว่าจะผ่านความสูญเสียไปมากแล้ว แต่โครงการบูรณะเมืองที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ กำลังฟื้นคืนชีวิตใหม่ให้กับพื้นที่ ประวัติศาสตร์แห่งนี้ ย่านเมืองเก่าโมซุลตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไทกริส ตรงข้ามกับซากโบราณสถานของเมืองนีเนเวห์ (Nineveh) เมืองโบราณที่สำคัญของชาวอัสซีเรีย ในสมัย 6,000 ปีก่อนคริสตกาล เมืองเก่าของโมซุลสืบทอดความเป็นเมืองสำคัญในช่วงของจักรวรรดิอะเคเมนิด (Achaemenid Empire) และจักรวรรดิเซลูซิด (Seleucid Empire) ในช่วง 225 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมาโมซุลได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนอาณาจักรซัสซาเนียน (Sassanian Empire) และในปี ค.ศ.641 พื้นที่นี้ได้ถูกผนวกเข้ากับรัฐเคาะลีฟะฮ์ราชิดุน (Rashidun Caliphate) ในระหว่างช่วงการพิชิตของอิสลาม และทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมตามเส้นทางการค้าโบราณที่ทอดยาวจากที่ไกลจากจีนไปยังอนาโตเลีย (Anatolia) ตอนกลาง จนกลายเป็นเมืองสำคัญแห่งหนึ่งของเมโสโปเตเมีย ประวัติศาสตร์อันยาวนานและทำเลที่ตั้งที่โดดเด่นของพื้นที่แห่งนี้ ทำให้โมซุลเป็นเมืองที่ร่ำรวยและมีความหลากหลายเป็นพิเศษ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 เมืองนี้มีประชากรหลากหลายทั้งทางชาติพันธุ์และศาสนา จึงเป็นที่ตั้งของโบสถ์ วิหาร และมัสยิดหลายแห่ง มีอาคารทั้งหมด 47 หลังในเมืองโมซุลที่ถูกกลุ่มไอซิสทำลายลง
นำท่านผ่านชม มัสยิด อัลนูรี (Great Mosque of al-Nuri) กลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม (ไอเอส) ได้ระเบิดทำลายมัสยิดอัล-นูรี ในเมืองโมซุล ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่นายอาบู บาการ์ อัล บัคดาดี (Abu Bakr al-Baghdadi) ผู้นำกลุ่มไอเอส เคยใช้เป็นเวทีประกาศตั้งรัฐอิสลามเมื่อปี ค.ศ.2014 โครงสร้างส่วนใหญ่ของมัสยิดยังคงเป็นซากปรักหักพัง ตั้งตระหง่านตอกย้ำความรู้สึกที่ไม่ควรเกิดขึ้น มัสยิดอันเป็นศูนย์รวมจิตใจ ได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรนานาชาติอย่างองค์การยูเนสโก้ที่ได้อาสาเข้ามาดูแลงานบูรณะซ่อมแซม
เดินชม ตลาดท้องถิ่นโมซุล (Mosul Market) หากไม่ได้มาสัมผัสตลาดในบรรยากาศแบบท้องถิ่นดั้งเดิม ถือมาว่ายังมาไม่ถึงโมซุล ตลาดท้องถิ่นที่นี่มีชีวิตชีวาและมีผู้คนพลุกพล่าน ตลาดแบ่งเป็นส่วนๆ เช่น ตลาดปลา (Fish Market) ที่นี่มีขายปลาหลากหลายชนิด รวมถึงสัตว์น้ำประเภทอื่นๆที่ชาวประมงจับหามาได้ ในบางช่วงเวลาตลาดจะดูคึกคักเป็นพิเศษจากการทำการประมูลขายปลาโดยพ่อค้าแต่ละร้าน นอกจากนี้ยังมีปลาที่เป็นอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน เช่น ปลาทอด ปลาย่าง (ในรูปแบบเฉพาะตัวของอิรัก) ส่งกลิ่นหอมชวนทานไปทั่วบริเวณ และตลาดโมซุลยังมีส่วนอื่นๆที่ขายของต่างๆที่เกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันของชาวเมือง เรียกได้ว่ามีทุกอย่างที่ผู้คนมาเลือกหาจับจ่ายใช้สอยได้ ตลาดแห่งนี้จึงเป็นแหล่งรวมวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นที่ไม่ควรพลาดชม
จากนั้นออกเดินทางสู่ เมืองเออร์บิล (ERBIL) เมืองหลวงในเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถานแห่งอิรัก โดยทางรถยนต์ ระยะทางห่างจากเมืองโมซุล < ระยะทางราว 82 KMS / 1.30 HRS >
เดินทางถึงชายแดนเมืองเออร์บิล หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง
ขั้นตอนการผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง เพื่อเข้าสู่เขตปกครองตนเองอิสระเคอร์ดิสถาน
1) การตรวจเช็คหนังสือเดินทาง
2) ผ่านการตรวจสัมภาระจากศุลกากร
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
บ่าย ครั้นเดินทางถึงตัวเมืองเออร์บิล นำท่านชม ป้อมปราการเออร์บิล (Citadel of Erbil) ที่มีอายุกว่า 7,000 ปี เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดบนโลกที่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างต่อเนื่อง ป้อมปราการแห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งตั้งแต่ในอดีต เช่น ในครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของเมืองชาวสุเมเรียน มีชื่อเรียกว่า เมืองอูร์เบลลัม (Urbellum) หรือ เมืองอาร์เบลล่า (Arbella) และเชื่อกันว่า “อับราฮัม” เคยเดินทางผ่านมายังเมืองนี้ นอกจากนี้ในอดีตเมืองนี้เคยเป็นที่ตั้งของวิหารแห่งเทพธิดาอิสชตาร์ (Ishtar) และเป็นเมืองที่พระเจ้าแดเรียสที่ 3 (Darius III) หลบหนีมาซ่อนตัวหลังจากเผชิญหน้ากับความพ่ายแพ้จากการสู้รบกับพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) บนดินแดนที่ราบเกากาเมลา (Gaugamela Plains) ปัจจุบันองค์การยูเนสโก้ (UNESCO) กำลังดำเนินโครงการฟื้นฟูขนานใหญ่อยู่
นำท่านชม พิพิธภัณฑ์สิ่งทอ (Textile Museum) พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ภายในเขตป้อมปราการเออร์บิล เดิมเป็นบ้านที่อยู่อาศัยที่มีอายุกว่า 220 ปี ภายในจัดแสดงอาวุธที่ใช้ในการต่อสู้แบบชาวเคิร์ดโบราณ ชุดพื้นเมืองของชาวเคิร์ดพรมทำมือจากภูมิภาคต่างๆ เครื่องประดับ และภาพถ่ายโบราณ และเรื่องราวยุคต่างๆ ในประวัติศาสตร์ของชาวเคิร์ด นอกจากโบราณวัตถุของชาวเคิร์ดแล้ว ยังมีโบราณวัตถุชิ้นอื่นๆอีก ที่มาจากอิหร่าน และตุรกี (บางครั้งพิพิธภัณฑ์ไม่เปิดให้เข้าชม)
จากนั้นนำท่านเดินเล่นสำรวจ ตลาดอาหารและตลาดเกย์ซารี (Food Market and Qaysari Bazaar) เป็นตลาดดั้งเดิมขนาดใหญ่อันเป็นสีสันของเมืองเออร์บิล ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองทางด้านทิศใต้ของป้อมปราการเมือง สร้างขึ้นครั้งแรกในต้นศตวรรษที่13 ก่อนคริสต์ศักราช ภายในจะเป็นร้านค้าย่อยๆ แบ่งเป็นตรอกซอกซอยมากมาย ซึ่งมีหลังคาคลุมปิดมิดชิด มีสินค้าเกือบทุกชนิดที่ชาวเมืองต้องการจำหน่ายที่นี่ อาทิ เช่น เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายชุดพื้นเมือง เครื่องประดับมีค่า (มีร้านทองมากมาย) อาหารสดแห้ง ผัก ผลไม้ น้ำผึ้ง โยเกิร์ต ชีส และอื่นๆอีกมากมาย ฯลฯ ร้านค้าหลายแห่งจะเสนอ Chai Kurdi (ชาเคิร์ด) เป็นเครื่องดื่มฟรีให้ลูกค้า เป็นการแสดงอัธยาศัยไมตรีของชาวเคิร์ด ตลาดแห่งนี้เป็นที่นิยมมาก ก่อนงานเทศกาลต่างๆ เช่น Newroz (ปีใหม่ของชาวเคิร์ด) ที่นี่จะแน่นขนัดไปด้วยฝูงชนมากมายที่มาจับจ่ายหาซื้อของสำหรับงานเทศกาล
แวะชม หอขานโชลี (Choli Minaret) เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดในอดีตของเมืองเออร์บิล ซึ่งมีอายุเก่าแก่ย้อนไปถึงสมัยอาตาบัก (Atabag) ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12 โครงสร้างของหอขานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นจากอิฐและกระเบื้องที่นำเข้าจากอียิปต์ ซึ่งเป็นดินแดนที่มีการติดต่อค้าขายเชื่อมโยงกับเคอร์ดิสถานในยุคโบราณ ครั้นกาลเวลาผันผ่านไปยาวนาน จึงเกิดการทรุดโทรมเสื่อมสภาพลง ชิ้นส่วนสำคัญบางอย่างจึงได้พังและหลุดหายไป แต่อย่างไรก็ตามหอขานแห่งนี้ยังคงเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยอยู่ในสภาพที่เอนเอียงเล็กน้อย
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
เข้าสู่โรงแรมที่พัก VAN ROYAL HOTEL ERBIL 5*, ERBIL
เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
ออกเดินทางไปยัง อารามเดโร ดี-มอร์ มาเต (Dayro d-Mor Matay Monastery) หรือ อารามนักบุญ แมทธิว (St. Matthew’s Monastery) ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4 นำชมอารามโดยรอบโดยพระนักบวช อารามนี้เป็นหนึ่งในศาสนสถานที่มีชื่อเสียงที่สุดของคริสตจักรตะวันออก เป็นสถานที่ที่มีการถูกใช้งานมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 2,000 ปี ยกเว้นแต่เพียงบางส่วนที่เคยถูกบังคับให้ปิดลงเพียงไม่กี่ครั้งในอดีต
หลังออกจากอาราม เดินทางต่อไปยัง ที่ราบเกากาเมลา (Gaugamela Plains) สถานที่ที่เคยเกิดการสู้รบระหว่างพระเจ้าแดเรียสที่ 3 (King Darius III) และพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ มหาราช (Alexander the Great) ยามที่ท่านยืนอยู่บนเนินเขา ก็สามารถมองเห็นที่ราบอันกว้างใหญ่ไพศาลด้านล่าง ซึ่งจินตนาการถึงเหตุการณ์ในอดีต ภาพของสงครามการปะทะกันระหว่างสองกองทัพ ซึ่งในที่สุดพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชเป็นฝ่ายได้ชัยชนะ ทำให้พระองค์ทรงเป็นนักปกครองยิ่ง ใหญ่คนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์โลก
จากนั้นนำท่านชม จีรวานา (Jirwana) คือท่อส่งน้ำและสะพานที่มีความเก่าแก่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง สร้างขึ้นในยุคสมัยของเซ็นนาชาริบ (Sennacharib) ในช่วง 690 ปีก่อนคริสตกาล ที่นี่เคยเป็นส่วนหนึ่งของคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่กักเก็บน้ำไว้ดูแลส่วนต่างๆของเมืองนีเนเวห์ นอกจากนี้ยังมีการนำหินก้อนใหญ่มหึมาที่ถูกเคลื่อนย้ายด้วยแรงคนมาจากเหมืองหินที่ห่างออกไปหลายร้อยไมล์ บนก้อนหินมีการสลักเรื่องราวต่างๆที่เกิดในยุคสมัยนั้น รวมทั้งความลับของเซ็นนาชาริบ ซึ่งมีความน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
บ่าย นำท่านเยี่ยมชม ลาลิช (Lalish) เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเยซิดิส (Yezidis) ซึ่งเป็นผู้สืบทอดของลัทธิโซโรแอสเทรียน (Zoroastrians) พวกเยซิดิสเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ลึกลับที่สุดในโลก ให้ท่านเรียนรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมโบราณของเยซิดิส ที่จัดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกสืบทอดมาจากศาสนาดั้งเดิมของเคอร์ดิสถาน
เดินทางต่อไปยังเขต เมืองโบราณอัลกอช (Alqosh) เพื่อชม อารามฮอร์มิซ (Hormizd Monastery) เป็นอารามสำคัญของโบสถ์คาทอลิก ชัลดีน (Chaldean Catholic Church) ก่อตั้งขึ้นประมาณปีค.ศ.640 เป็นอารามที่ตั้งอยู่บนเชิงหน้าผาบนภูเขาห่างจากเมืองอัลกอชราว 5 กิโลเมตร
จากนั้นนำท่านเดินทางต่อไปจนถึง เมืองดูฮอก (Duhok) ชื่อเดิมของเมืองคือ Nuhadra ซึ่งเป็นเมืองของอาณาจักรอัสซีเรีย ที่มีอายุถึงปลายยุคสำริด ชื่อเมืองดูฮอก “Duhok” มาจากชาวเคิร์ด คำว่า 'du' (สอง) และ 'hok' (ก้อน) เป็นการจ่ายภาษีสองก้อนจากตะกร้าสินค้าของคาราวานที่ผ่านไปมาแต่ละคัน ซึ่งมักจะบรรทุกข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ เดิมทีดูฮอกมีชื่อเริ่มแรกว่า Dohuk-e Dasinya ซึ่งมีความหมายว่า "เมืองดูฮอกแห่งเยซิดิส” (Duhok of the Yezidis) อย่างไรก็ตามหลังจากการสังหารหมู่ชาวเยซิดิส เมืองนี้ก็ถูกทิ้งร้างซึ่งนำไปสู่การตั้งถิ่นฐานของชาวมุสลิม ชาวคริสต์ และชาวยิวในพื้นที่แทนชาวเยซิดิสในปัจจุบัน
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
เข้าสู่โรงแรมที่พัก SOFIA RESORT 5*, DUHOK
เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
หลังอาหารเช้า ออกเดินทางไปสู่ เมืองโบราณอมาดิย่า (Amadiya) ที่ถือกำเนิดในยุคอัสซิเรียน (Assyrian) ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงเหนือภูมิทัศน์ที่งดงามเบื้องล่าง เมืองโบราณแห่งนี้ใช้น้ำหล่อเลี้ยงจากน้ำพุร้อนที่มีต้นกำเนิดห่างไกลออกไป เมืองอมาดิย่าตั้ง อยู่ห่างจากเมืองดูฮอกทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือราว 90 กิโลเมตร และตั้งอยู่บนความสูง 1,400 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ตัวเมืองล้อมรอบด้วยป้อมปราการที่มีความแข็งแรงมากในอดีต มี ประตูบับ เซบาร์ (Bab Zebar Gate) เป็นประตูหลักของเมืองที่ตั้งอยู่ในทิศตะวันออก ความกว้างประตู 4 เมตร สร้างโดย อิมาดุดดีน อัล-ซันคี (Imaduddin Al- Zanki) ในช่วงศตวรรษที่ 500-600 มีหอขานตั้งอยู่ตรงใจกลางเมือง มีความสูง 30 เมตร ประตูนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงสมัยของท่านสุลต่านฮัสเซน วาลี (Sultan Hussein Wali) ผ่านชมโบสถ์ของชาวยิว (Synagogue) ที่สร้างตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 3 ตั้งอยูในบริเวณตีนเขา ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงซากประตูส่วนหน้าบางส่วน
แล้วแวะชม Qupa-Qubhan หรือ วิทยาลัยสอนศาสนาของชาวอียิปต์ (Egyptian Madrasa) ซึ่งก่อตั้งโดยมหา วิทยาลัยไคโรเมื่อหลายศตวรรษที่ผ่านมา ในอดีตสถานที่แห่งนี้เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงอย่างมาก นักบวชในศาสนาอิสลามมากมายเคยมาศึกษาที่นี่
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
บ่าย ออกเดินทางต่อสู่ เมืองราวันดูซ์ (Rawanduz) เป็นเมืองในเขตเคอร์ดิสถานของอิรัก ตั้งอยู่ในเขตโซราน (Soran) ใกล้กับชายแดนอิหร่านและตุรกี ซึ่งห่างจากศูนย์กลางเมืองของเมืองโซรานเพียง 7 กิโลเมตร เมืองราวันดูซ์ถูกล้อมรอบด้วยเทือกเขาซากรอส (Zagros Mountain Range) โดยมีภูเขา Korek อยู่ทางทิศใต้ ภูเขา Hindren ทางทิศเหนือ ภูเขา Zozik ทางทิศตะวันตก และภูเขา Bradasot ทางทิศตะวันออก และมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเคิร์ด เส้นทางการเดินทางในราวันดูซ์จะผ่านวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของแคว้นบาร์ซาน (Barzan) ระหว่างทางแวะชม อนุสาวรีย์และพิพิธภัณฑ์ของมูลลาห์ มุสตาฟาร์ (Mullah Mustapha Barzani Memorial and Museum) ซึ่งเป็นบิดาแห่งเคอร์ดิสถานยุคใหม่ เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองของชาวเคิร์ด เป็นผู้นำในการต่อสู้เปลี่ยนแปลงเพื่อชาวเคิร์ดในการเมืองยุคสมัยใหม่ เขาเคยได้รับเลือกให้เป็นผู้นำของพรรคประชาธิปไตยเคอร์ดิสถาน (KDP) เพื่อนำการปฏิวัติของชาวเคิร์ดต่อรัฐบาลอิรักและอิหร่าน
เดินทางต่อไปยัง เมืองโซราน (Soran) แวะชม ถ้ำชานิดาร์ (Shanidar Cave) ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีการขุดค้นพบซากโครงกระดูกมนุษย์โบราณในยุคก่อนประวัติศาสตร์ครั้งแรกของโลก เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญบนภูเขาบราดอสท์ (Bradost) ภายในเทือกเขาซากรอส ในเขตปกครองตนเองเออร์บิลของภูมิภาคเคอร์ดิสถาน ซากโครงกระดูกมนุษย์ยุคหินถูกค้นพบที่นี่ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1953 จนถึงปัจจุบันการขุดค้นยังคงดำเนินอยู่ต่อไป การค้นพบที่มีชื่อเสียงในถ้ำชานิดาร์ คือ การค้นพบศพที่มีดอกไม้ประดับ (Flower Burial) ในการฝัง ซึ่งเป็นหลักฐานที่สำคัญที่นักโบราณคดีได้ทราบถึงพิธีกรรมในการฝังศพของมนุษย์ในยุคหินใหม่นี้ สถานที่ตั้งของถ้ำแห่งนี้อยู่ห่างจากแม่น้ำซาบ (Zab River) เพียงแค่ 800 เมตร และอยู่ที่ระดับความสูง 640 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ปากถ้ำเป็นรูปสามเหลี่ยมมีขนาดกว้าง 25 เมตร สูง 7.9 เมตร ภายในพื้นที่ส่วนที่ใหญ่สุดคือ กว้าง 53 เมตร สูง 14 เมตร และลึก 40 เมตร ด้วยขนาดของถ้ำและชัยภูมิที่ดี ตั้งอยู่บนที่สูง สามารถเห็นศัตรูหรือสัตว์ป่าที่จะเข้ามาจู่โจมได้ง่าย และอยู่ใกล้แหล่งน้ำ จึงทำให้ถ้ำชานิดาร์เป็นทำเลที่ดีที่สุดในการอยู่อาศัยในบริเวณนั้น
เดินทางต่อบน ถนนแฮมิลตัน (Hamilton Road) ที่มีชื่อเสียง เนื่องจากเป็นหนึ่งในผลงานทางวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศตวรรษที่ผ่านมาของ อาร์ชิบัลด์ มิลน์ แฮมิลตัน (Archibald Milne Hamilton) เขาเป็นวิศวกรโยธาชาวนิวซีแลนด์ ที่มีชื่อเสียงจากการสร้างถนนสายยุทธศาสตร์ที่สร้างขึ้นโดยอังกฤษ ข้ามผ่านเขตเคอร์ดิสถานตอนใต้ ถนนสายนี้ทอดยาวมาจากเมืองเออร์บิลผ่าน เมืองราวันดูซ์ ไปจนถึงชายแดนประเทศอิหร่าน ถนนสายนี้จึงเป็นที่รู้จักในนามถนนแฮมิลตัน
เดินทางต่อจนกระทั่งถึงเมืองราวันดูซ์
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
เข้าสู่โรงแรมที่พัก RUBAR RESORT 4*, RAWANDUZ
เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
ออกเดินทางเพื่อไปยัง เมืองสุไลมานี (Sulaymani) <ระยะทางราว 215 KMS / 4 HRS> เป็นเมืองทางตะวันออกของเขตปกครองตนเองอิสระเคอร์ดิสถานของอิรัก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากชายแดนประเทศอิหร่าน เมืองนี้ถูกล้อมรอบด้วยเทือกเขาหลายด้าน และมีสภาพอากาศกึ่งแห้งแล้ง โดยมีฤดูร้อนที่ร้อนจัดและฤดูหนาวที่หนาวเย็น เมืองสุไลมานีสมัยใหม่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1784 โดยเจ้าชายอิบราฮิม ปาชา บาบัน เจ้าชายที่มีเชื้อสายออตโตมัน-เคิร์ด ซึ่งตั้งชื่อเมืองตามชื่อของบิดาสุไลมานี
เส้นทางวันนี้จะวิ่งผ่าน เมืองโดกัน (Dokan) เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีธรรมชาติที่สวยงามและมีชื่อเสียงในเคอร์ดิสถาน โดยมี ทะเลสาบโดกัน (Dokan Lake) ที่งดงามซึ่งดึงดูดนักท่อง เที่ยวให้มาเยือนเป็นประจำ อยู่ห่างจากเมืองสุไลมานีออกไปเพียง 70 กิโลเมตร นอกจากนี้เมืองโดกันมักจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองในระดับชาติหลายอย่างตลอดทั้งปี
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
บ่าย เดินทางถึงเมืองสุไลมานี นำท่านชม พิพิธภัณฑ์บ้านสีแดง (Amna Suraka Red House Museum) ที่นี่เป็นหนึ่งใน "สถานที่แห่งความน่าสะพรึงกลัว" ในสมัยซัดดัม ฮุสเซน ในภาษาเคิร์ด คำว่า "Amna Suraka" แปลว่า "ความปลอดภัยสีแดง" อาคารหลักสร้างด้วยอิฐสีแดงจึงเป็นที่มาของชื่ออาคารหลังนี้ ด้วยเรื่องราวในอดีตที่น่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ซัดดัมใช้ทรมานและสังหารกลุ่มกบฏชาวเคิร์ดนับพัน รัฐบาลของเคอร์ดิสถานจึงเลือกที่จะเก็บอาคารไว้เหมือนเดิมแทนที่จะทำลายลง และเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ตระหนักว่าสงครามไม่มีใครได้ประโยชน์ เกิดแต่ความสูญเสียอย่างแน่นอน บริเวณลานทางเข้ามีการจัดแสดงรถถังและอาวุธยุทโธปกรณ์ชนิดต่างๆที่ถูกใช้ในระหว่างสงครามในครั้งนั้น
จากนั้นพาไปชม ตลาดซูไล (Suli Bazaar) ซึ่งเป็นตลาดที่เก่าแก่ของเคอร์ดิสถาน มีของจำหน่ายมากมาย ทั้งของสดและของใช้ทั่วไป รวมถึงของที่ระลึกต่างๆ และพาชม โรงน้ำชาชาอับ (Sha’ab Tea House) ที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ที่สุดในเมืองสุไลมานี เปิดตั้งแต่ปี ค.ศ.1950 ที่นี่จึงเป็นเสมือนสถานที่แหล่งจิตวิญญานทางวัฒนธรรมของผู้คนชาวเมืองนี้ที่มักมาพูดคุย แลกเปลี่ยน จิบน้ำชา ในเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของโลก
เดินทางต่อไปยัง ภูเขาโกอิซา (Goizha Mountain) สถานที่ที่ท่านสามารถชมวิวทิวทัศน์ของเมืองโดยรอบได้จากด้านบนยอดสูงสุดของภูเขา เนื่องจากเป็นเนินเขาสูงที่อยู่ใกล้เมืองสุไลมานีมากที่สุด จึงเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับคนท้องถิ่นพากันไปปิกนิก หรือนั่งชมพระอาทิตย์ตกได้อย่างสวยงามจากที่นี่
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
เข้าสู่โรงแรมที่พัก COPTHRONE BARANAN HOTEL 4*, SULAYMANI
เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
เดินทางไปชม พิพิธภัณฑ์สุไลมานี (Sulaymani Museum) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีโบราณวัตถุสะสมที่มากที่สุดในเคอร์ดิสถาน และมากเป็นอันดับสองของอิรัก ซึ่งพิพิธภัณฑ์อื่นๆในเคอร์ดิสถานไม่สามารถเทียบได้กับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ภายในจัดแสดงโบราณวัตถุตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงช่วงปลายยุคของออตโตมัน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดอย่างเป็นทาง การในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ.1961 แต่ที่ผ่านมาได้ถูกปิดเป็นครั้งเป็นคราวยามที่บ้านเมืองไม่สงบ จนครั้งหลังสุดมาเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ.2000
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
บ่าย ออกเดินทางต่อสู่ เมืองฮาลับจา (Halabja) เมืองที่ผ่านการสูญเสียจากเรื่องราวในอดีตอันขมขื่น เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ.1988 ซัดดัม ฮุสเซน สั่งให้ใช้อาวุธเคมีในการโจมตีอย่างน้อย 24 หมู่บ้านในเขต เคอร์ดิสถาน โดยเฉพาะที่เมืองฮาลับจามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5,000 คน ซึ่งเป็นผลมาจากการโจมตีด้วยการใช้อาวุธทางเคมี และประมาณการว่ามีผู้บาดเจ็บอีกราว 10,000 คน หรืออาจส่งผลให้มีอาการเจ็บ ป่วยเรื้อรัง ก่อนสงครามสิ้นสุดลง ทหารอิรักก็เข้ามาทำลายเมืองลงอย่างราบคราบ ผู้คนบางส่วนโชคดี สามารถหนีข้ามชายแดนไปยังอิหร่านได้ ซึ่งภายหลังต่อมาในเดือนมีนาคม ค.ศ.2010 ศาลอาญาสูงสุดของอิรักได้ตัดสินให้การสังหารหมู่ที่ฮาลับจา เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์อีกครั้งหนึ่งในหน้าประวัติ ศาสตร์ ซัดดัมก็ถูกประหารชีวิตจากการกระทำที่โหดร้ายในคดีอาชญากรรมในที่อื่นๆ ก่อนที่เขาจะถูกลงโทษในเคอร์ดิสถาน ทุกวันนี้เมืองกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เหตุการณ์เลวร้ายที่ผ่านมาเป็นบทพิสูจน์ถึงความยืนหยัดสู้และอดทนของชาวเคิร์ดในการเอาชีวิตรอดจากการกระทำที่โหดร้ายของซัดดัม ฮุสเซน
นำท่านชมเรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้นที่นี่โดยผ่านการเยือน พิพิธภัณฑ์และสุสานฮาลับจา (Halabja Museum and Memorial Cemetery)
นำชม น้ำตกเกลิ อาลี บาก (Geli Ali Bag Waterfalls) แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีผู้เยี่ยมชมมากที่สุดและเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถานและอิรักทั้งหมด ตั้งอยู่บริเวณข้างภูเขาโคเรก ซึ่งสูงถึง 2,076 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในสถานที่ที่ควรไปสูดลมหายใจรับอากาศบริสุทธิ์ น้ำตกใสสะอาดเห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของต้นไม้อันเขียวขจี น้ำตกแห่งนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนานจนถูกเลือกนำมาพิมพ์ลงบนธนบัตร 5,000 ดีนาร์อิรักอีกด้วย
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
เข้าสู่โรงแรมที่พัก COPTHRONE BARANAN HOTEL 4*, SULAYMANI
เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม
ออกเดินทางมุ่งหน้ากลับไปยัง เมืองเออร์บิล < ระยะทางราว 210 KMS / 4 HRS >
ระหว่างทางผ่าน แวะชม ถ้ำซาร์ซี (Zarzi Cave) ถ้ำแห่งนี้เป็นจุดสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในยุคหินเก่าเมื่อ 12,000 ปีก่อนในเคอร์ดิสถานของอิรัก แล้วเดินทางต่อผ่านไปยัง เมืองคอยซินจาค (Koisinjak) เมืองบนเส้นทางคาราวานในอดีต แวะชม คาราวานเซอราย (Caravanserai) หรือที่พักของนักเดินทางในยุคเส้นทางสายไหมโบราณ พร้อมแวะชมร่องรอยในอดีตของ ตลาดเงินเก่า (Silver Bazaar) ที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองมากที่สุด แล้วเดินทางต่อจนถึงเมืองเออร์บิล
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
เมื่อได้เวลาพอสมควร นำท่านเดินทางสู่สนามบินนานาชาติเออร์บิล
16.55 น. เหินฟ้าสู่ ดูไบ โดยสายการบิน EMIRATES เที่ยวบิน EK 2071 (ใช้เวลาบิน 2 ชั่วโมง 50 นาที)
20.45 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติดูไบ เพื่อรอเปลี่ยนเครื่องสำหรับเที่ยวบินถัดไป
02.50 น. เหินฟ้าสู่ กรุงเทพฯ โดยสายการบิน EMIRATES เที่ยวบิน EK 384 (ใช้เวลาบิน 6 ชั่วโมง 25 นาที)
12.15 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯโดยสวัสดิภาพ
18 ซอย27 (บุญศิริ 2) ถนนสุขุมวิท ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ 10270
ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า
ค้นหาโปรแกรมทัวร์
หน้าหลัก
ขอใบเสนอราคา